|
การพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีของนิสิตนักศึกษาครูโดยใช้เอ็มอีคิวและสคริปต์คอนคอร์แดนซ์ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีของนิสิตนักศึกษาครูโดยใช้เอ็มอีคิวและสคริปต์คอนคอร์แดนซ์ |
| Creator | อัญชุลี ศิริประพนธ์โรจน์ |
| Contributor | ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2557 |
| Keyword | การอ้างเหตุผลโดยใช้กรณีเป็นฐาน -- การทดสอบความสามารถ, การประเมินผลทางการศึกษา, Case-based reasoning -- Ability testing, Educational evaluation |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีโดยใช้ เอ็มอีคิวร่วมกับสคริปต์คอนคอร์แดนซ์ 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณี และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีของตัวอย่างวิจัยที่มีภูมิหลังด้านสถานภาพและระดับชั้นที่สอนต่างกัน ตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จำนวน 195 คนและครูจำนวน 74 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบสองทางด้วยโปรแกรม SPSS 22.0 และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม LISREL 9.1 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. เครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีที่สร้างขึ้นโดยใช้เอ็มอีคิวร่วมกับสคริปต์ คอนคอร์แดนซ์ ประกอบไปด้วย 5 ปัญหาสถานการณ์ที่พบในชีวิตประจำวันของนักเรียนระดับประถมศึกษาใช้ในการประเมิน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความสามารถในการระบุปัญหาและเชื่อมโยงปัญหา ความสามารถในการประยุกต์ใช้ในปัญหาใหม่ ความสามารถในการใช้หลักการเดิมแก้ปัญหาใหม่ และความสามารถในการเก็บรักษาวิธีการแก้ปัญหา 2. คุณภาพเครื่องมือประเมินความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีด้านความตรงและความเที่ยงอยู่ในระดับสูง ในงานวิจัยนี้ตรวจสอบคุณภาพด้านความตรง 3 ด้าน ดังนี้ 1) ความตรงเชิงเนื้อหามีค่าดัชนี IOC จากผู้เชี่ยวชาญ 7 คนเท่ากับ 1 2) ความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดทั้ง 4 องค์ประกอบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 4.759, df = 2, RMSEA = 0.084, AGFI = 0.939) และความตรงเชิงโครงสร้างด้วยวิธีการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รู้ชัด พบว่า กลุ่มสูงมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีสูงกว่ากลุ่มต่ำ (M1 = 70.242, M2 = 51.910, SD1 = 13.710, SD2= 12.611, F(1) = 0.322 , p = 0.000) และ 3) ความตรงเชิงสภาพซึ่งวิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากแบบประเมินที่พัฒนาขึ้นกับเครื่องมือประเมินการให้เหตุผลทั่วไป พบว่า มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างน้อย (r = 0.249, p < 0.01) การตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยง 3 ด้าน ดังนี้ 1) ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน ด้วยวิธีการประมาณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค พบว่า มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.812 2) การตรวจสอบความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในด้วยวิธีการตรวจสอบระหว่างผู้ประเมินจำนวน 4 คน พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.823 – 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ความเที่ยงแบบคงที่ด้วยวิธีการประเมินซ้ำด้วยแบบประเมินเดิม พบว่า มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง (r = 0.813, p < 0.01). 3. ครูและนิสิตนักศึกษาครูมีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยครูที่สอนในระดับประถมศึกษามีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงกรณีสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ (M = 70.242, SD = 13.710, F(30, 41835.218) = 0.690, p = 0.004). |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |