|
หลักความได้สัดส่วนในการกำหนดความผิดมูลฐานของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | หลักความได้สัดส่วนในการกำหนดความผิดมูลฐานของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน |
| Creator | ดวงกมล ทองคณารักษ์ |
| Contributor | ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | หลักความได้สัดส่วน, ความผิดมูลฐาน, กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, Principle of proportionality, Predicate offense, Anti-money laundering law |
| Abstract | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักความได้สัดส่วนและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2) เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของประเทศไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ แคนาดา 3) เพื่อวิเคราะห์หลักความได้สัดส่วนในการกำหนดความผิดมูลฐานของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประเทศไทย และ 4) เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงแก้ไขเกณฑ์ในกำหนดความผิดมูลฐานในกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากการสังเคราะห์ข้อมูล เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยใช้วิธีการกำหนดความผิดมูลฐานแบบการกำหนดบัญชีรายชื่อความผิด (List of predicate offences) เมื่อวิเคราะห์หลักความได้สัดส่วนในการกำหนดความผิดมูลฐานสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วน ได้แก่ กลุ่มความผิดที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติเช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การก่อการร้าย อั้งยี่หรือการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม โจรสลัด การค้าอาวุธปืน หรือยุทธภัณฑ์เพื่อการก่อการร้าย องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงาน ความผิดเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับมาตรการฟอกเงินอย่างชัดเจน กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่สอดคล้องอย่างมีเงื่อนไข ได้แก่ กลุ่มอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทั่วไป เนื่องความผิดมูลฐานส่วนใหญ่ยังขาดการกำหนดเกณฑ์มูลค่าความเสียหายขั้นต่ำ ทำให้ความผิดบางประการที่มีความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ำอาจถูกบังคับใช้ด้วยมาตรการริบทรัพย์สินและโทษอาญาที่รุนแรงซึ่งขัดต่อหลักความได้สัดส่วน ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน การลักลอบหนีศุลกากร การพนัน การรับของโจร การปลอมหรือการแปลงเงินตรา ดวงตรา แสตมป์ การปลอม หรือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การปลอมเอกสารสิทธิ บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือหนังสือเดินทางและความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอั้งยี่หรือซ่องโจร การประทุษร้ายต่อชีวิต หน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง หรือยักยอกอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และกลุ่มที่สามคือ กลุ่มที่สอดคล้องอย่างต่ำกับหลักความได้สัดส่วน ได้แก่ กลุ่มความผิดเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง หรือโกงการเลือกตั้ง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขปรับปรุง ดังนี้ 1) ปรับปรุงความผิดมูลฐานให้ครบถ้วนและสอดคล้องตามข้อแนะนำของ FATF โดยการเพิ่มความผิดเกี่ยวกับภาษีเป็นความผิดมูลฐานโดยตรงใน มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2) สำหรับความผิดกลุ่มที่สองที่มีความสอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนอย่างมีเงื่อนไข ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร ฯลฯ ควรมีการระบุมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจขั้นต่ำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกฐานความผิด โดยกำหนดมูลค่าความเสียหายขั้นต่ำ ตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป หรือมีพฤติกรรมทำเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ได้ประโยชน์ทางการเงิน 3) สำหรับกลุ่มความผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ควรนำมาตรการฟอกเงินมาบังคับใช้ ให้ใช้มาตรการปกติ |