|
การใช้การตีความตามข้อ 31(3)(c) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย กฎหมายสนธิสัญญา: ศึกษาจากทางปฏิบัติของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศและศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การใช้การตีความตามข้อ 31(3)(c) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย กฎหมายสนธิสัญญา: ศึกษาจากทางปฏิบัติของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศและศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป |
| Creator | ศักรินทร์ สุขแสง |
| Contributor | ธนภัทร ชาตินักรบ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT, การตีความสนธิสัญญา, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป, Article 31(3)(c) of the VCLT, Treaty interpretation, International Court of Justice, European Court of Human Rights |
| Abstract | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการตีความโดยคำนึงถึงกฎเกณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรับใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐภาคีตามข้อ 31(3)(c) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties: VCLT) โดยมุ่งศึกษาความหมายของถ้อยคำ “กฎเกณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของกฎหมายระหว่างประเทศ” วัตถุประสงค์ของการใช้หลักการตีความดังกล่าวในทางปฏิบัติ ตลอดจนเปรียบเทียบแนวทางการตีความของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights: ECtHR)การศึกษานี้เป็นการวิจัยหลักกฎหมาย (doctrinal research) โดยวิเคราะห์บทบัญญัติของ VCLT เอกสารเตรียมร่าง ความเห็นของนักวิชาการ และคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปที่เกี่ยวข้องกับการตีความตามข้อ 31(3)(c) ของ VCLT โดยอาศัยแนวคิดเรื่องความใกล้ชิดของกฎเกณฑ์ (proximity criteria) ของ Merkouris เป็นกรอบการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า กฎเกณฑ์ที่สามารถนำมาคำนึงถึงภายใต้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT จะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่มีสภาพบังคับในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยรวมถึงสนธิสัญญา กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หลักกฎหมายทั่วไป และในบางกรณีรวมถึงการกระทำฝ่ายเดียวขององค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันด้วย นอกจากนี้ ความเกี่ยวข้องของกฎเกณฑ์มิได้ถูกกำหนดจากระดับความใกล้ชิดเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับบทบาทของกฎเกณฑ์ดังกล่าวในการสนับสนุนข้อโต้แย้งทางการตีความในแต่ละกรณีด้วย ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางเรื่องความเกี่ยวข้องที่มีฐานมาจากข้อโต้แย้งซึ่งเป็นการพิจารณาความเกี่ยวข้องของกฎเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศจากข้อโต้แย้งที่กฎเกณฑ์นั้น ๆ นำไปสู่ โดยแบ่งออกเป็นข้อโต้แย้ง 4 ประการด้วยกันได้แก่ 1) ข้อโต้แย้งด้านภาษาศาสตร์ 2) ข้อโต้แย้งเชิงความสอดคล้องของกฎเกณฑ์ 3) ข้อโต้แย้งด้านเจตนา และ 4) ข้อโต้แย้งเชิงความมุ่งหมาย อีกทั้งยังมีการกำหนดขอบเขตของความเกี่ยวข้องของกฎเกณฑ์ขั้นต่ำซึ่งกฎเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมี จึงจะสามารถถูกคำนึงถึงในฐานะกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องภายใต้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ได้ในด้านวัตถุประสงค์ของการใช้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT พบว่าตุลาการระหว่างประเทศใช้หลักการดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ได้แก่ การค้นหาความหมายปกติของถ้อยคำ การหลีกเลี่ยงการขัดกันระหว่างกฎเกณฑ์ และการวิวัฒนาการเนื้อหาของสนธิสัญญา โดยผู้เขียนค้นพบขอบเขตหรือข้อควรระวังของหลักการดังกล่าว 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1) การตีความตามข้อ 31(3)(c) ของ VCLT นั้นจะต้องไม่ให้ผลลัพธ์เป็นการตีความที่เกินเลยจากถ้อยคำของสนธิสัญญา 2) การตีความตามหลักดังกล่าวจะต้องไม่เป็นเสมือนการปรับใช้กฎเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศแทนสนธิสัญญาที่ถูกตีความ และ 3) ความตึงเครียดระหว่างหลักการตีความดังกล่าวและหลัก pacta tertiisอย่างไรก็ดี ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีแนวทางการใช้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีการใช้หลักการตีความดังกล่าวอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่จะทำการพิจารณากฎเกณฑ์ที่ผูกพันรัฐภาคีทั้งหมด และศาลจะไม่ใช้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT เพื่อเป็นฐานของการตีความสนธิสัญญาอย่างมีวิวัฒนาการ ในขณะที่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีการใช้ในแนวทางที่ยืดหยุ่นกว่า กล่าวคือ ศาลมีมุมมองเรื่องความเกี่ยวข้องด้านรัฐภาคีที่ยืดหยุ่นกว่า และยังมีการปรับใช้หลักการตีความดังกล่าวเพื่อเป็นฐานของการตีความสนธิสัญญาอย่างมีวิวัฒนาการด้วย โดยความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากตุลาการทั้งสองถูกดึงดูดด้วยอำนาจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากบริบททางกฎหมายที่แตกต่างกันของตุลาการทั้งสอง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า การตีความตามข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ไม่ควรถูกอธิบายโดยอาศัยระดับความใกล้ชิดของกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่ไปกับบทบาทของกฎเกณฑ์ดังกล่าวในการกำหนดผลลัพธ์ของการตีความ ตลอดจนบริบทขององค์กรตุลาการที่ทำการตีความและประเภทของสนธิสัญญาที่ถูกตีความ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อธิบายความแตกต่างของแนวทางการใช้ข้อ 31(3)(c) ของ VCLT ในทางปฏิบัติ |