เขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค: ศึกษาเฉพาะกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
รหัสดีโอไอ
Title เขตอำนาจศาลและความรับผิดของคู่สัญญาในสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค: ศึกษาเฉพาะกรณีผู้รับจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก
Creator สญชัย วสุนธรารัตน์
Contributor กริช ภูญียามา, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2568
Keyword สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค, ความรับผิดของรัฐ, บุคคลภายนอก, Contracts for the construction of public works, State liability, Third parties
Abstract การจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ถือเป็นหนึ่งในภารกิจของรัฐที่สำคัญในการจัดทำ บริการสาธารณะ ซึ่งฝ่ายปกครองย่อมมีอำนาจที่จะเลือกเครื่องมือในการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคขึ้นได้ ไม่ว่าจะจัดทำขึ้นโดยตนเอง หรือให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคนั้นขึ้นผ่านการทำสัญญา หรือก็คือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อันถือเป็นสัญญาทางปกครองประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ตามการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคข้างต้นก็ย่อมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย อันอาจเป็นการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกผู้มิใช่คู่สัญญาได้ ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ปัญหาเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ได้แก่ (1) ฝ่ายปกครองจำต้องรับผิด ต่อบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่สัญญาหรือไม่ อย่างไร (2) ระบบศาลใดจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความรับผิดของผู้รับจ้าง (3) ระบบศาลใดจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความรับผิดของฝ่ายปกครอง จากการศึกษาพบว่า ในแง่ของความรับผิดของฝ่ายปกครอง ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนการจัดตั้งศาลปกครอง และศาลปกครอง ต่างพิพากษาให้ฝ่ายปกครองมีความรับผิดในกรณีดังกล่าว โดยในส่วนของการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ปรากฏว่าศาลปกครองมีการวินิจฉัยที่แตกต่างกันในส่วนของฐานความผิดของฝ่ายปกครองออกเป็นสามกรณี ได้แก่ ความรับผิดตามมาตรา 420 มาตรา 427 และมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า สถานะของผู้รับจ้างตามสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ถือเป็นเพียงอุปกรณ์ในการจัดทำบริการสาธารณะของฝ่ายปกครอง การที่ผู้รับจ้างได้จัดทำงานตามสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคแล้วไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความรับผิดของผู้รับจ้างในกรณีดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า แม้ข้อพิพาทดังกล่าวจะเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เมื่อผู้รับจ้างมิได้มีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจถูกฟ้องเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงาน ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดตามมาตรา 72 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ตัดสิทธิที่ฝ่ายปกครองจะฟ้องคดีใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้รับจ้างต่อไป โดยฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สำหรับศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาความรับผิดของฝ่ายปกครอง ผู้เขียนเห็นว่า การจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ไม่ว่าฝ่ายปกครองได้จัดทำขึ้นเอง หรือทำสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดทำ ก็ถือเป็นการถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองและเป็นหน้าที่ทางปกครองทั้งสิ้น เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการที่ผู้รับจ้างก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและทำความเสียหายต่อบุคคลภายนอก ศาลปกครองย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษามูลคดีละเมิดอันเกิดจากการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคแต่เพียงระบบศาลเดียว ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ