พฤติกรรมการออมและการลงทุนเพื่อยามเกษียณระหว่างกลุ่มข้าราชการและพนักงานเอกชน
รหัสดีโอไอ
Title พฤติกรรมการออมและการลงทุนเพื่อยามเกษียณระหว่างกลุ่มข้าราชการและพนักงานเอกชน
Creator อรปวีณ์ การกะสัง
Contributor เกรียงไกร เตชกานนท์, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2560
Keyword ออมเพื่อยามเกษียณ, การออมและการลงทุน, ข้าราชการ, พนักงานเอกชน, Savings for retirement, Saving and investment, Government officers, Private sector employees
Abstract พฤติกรรมการออมและการงทุนเพื่อยามเกษียณระหว่างกลุ่มข้าราชการและพนักงานเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการออมและการลงทุน ระหว่างข้าราชการและพนักงานเอกชน และรูปแบบ วัตถุประสงค์ของการออมและการลงทุนการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถาม ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ คือ กลุ่มข้าราชการและกลุ่มพนักงานเอกชน โดยเน้น 3 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ แพทย์ ครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ทั้งหมด 250 ตัวอย่าง นำมาวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงพรรณนาโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Regression Analysis, MRA)กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจในครั้งนี้ ส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 62.0 อายุเฉลี่ย 34.31 ปี ส่วนมากสถานะโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี พนักงานเอกชนจะมีรายได้โดยเฉลี่ยสูงกว่าข้าราชการ และกลุ่มอาชีพแพทย์มีรายได้สูงกว่ากลุ่มครู-อาจารย์และพนักงานระดับปฏิบัติการ และจากแบบสอบถามด้านความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการออมและการลงทุน จำนวน 8 ข้อ พบว่า เพศชายคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเพศหญิง กลุ่มอาชีพแพทย์คะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด และกลุ่มอาชีพครูคะแนนต่ำที่สุด สัดส่วนการออมและการลงทุนเฉลี่ยพบว่า พนักงานเอกชนมีสัดส่วนการออมเฉลี่ยมากกว่าข้าราชการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของข้าราชการ 3 อันดับแรก ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ , เงินฝากสหกรณ์ และ ประกันชีวิต ส่วนพนักงานเอกชน เงินฝากออมทรัพย์ ประกันชีวิติและหุ้น ได้แก่ วัตถุประสงค์การออมและการลงทุน ลำดับแรก คือเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน และลำดับต่อมา คือ เพื่อใช้ในยามเกษียณ สำหรับการพิจารณารูปแบบการออมและการลงทุนของข้าราชการ คือ ให้ผลตอบแทนสูง ส่วนพนักงานเอกชน คือ เก็บออมได้ง่าย ข้าราชการมากกว่า ร้อยละ 50 ไม่ทราบสัดส่วนการจ่ายเงินสะสมกองทุนบำเหน็จข้าราชการ ส่วนพนักงานเอกชนมากกว่าร้อย 75 ไม่ทราบการจ่ายเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และระดับการยอมรับความเสี่ยง ส่วนมาก อยู่ในระดับปานกลาง ผู้ที่มีรายได้ มากกว่า 65,000 บาท ส่วนมากระดับการยอมรับความเสี่ยงจะอยู่ในระดับสูงจากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Regression Analysis, MRA) พบว่าปัจจัยด้านเพศ ลักษณะอาชีพ และรายได้ มีอิทธิพลต่อความรู้ ความเข้าใจ การออมและการลงทุน สำหรับปัจจัยด้าน อายุ สถานภาพ และอาชีพ มีอิทธิพลต่อสัดส่วนการออมและการลงทุน อายุที่มากขึ้นจะมีสัดส่วนการออมและการลงทุนต่อรายได้ที่มากขึ้น ผู้มีสถานภาพหย่า จะมีสัดส่วนการออมและการลงทุนต่อรายได้สูงกว่าผู้มีสถานภาพสมรสอาชีพพนักงานเอกชนมีสัดส่วนการออมและการลงทุนต่อรายได้มากกว่าข้าราชการ ด้านระดับการยอมรับความเสี่ยง พบว่า ปัจจัยด้าน รายได้ และหนี้ มีอิทธิพลต่อระดับการยอมการรับความเสี่ยง รายได้สูงขึ้น คะแนนระดับการยอมรับความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น และผู้มีหนี้สินมาก ระดับการยอมรับความเสี่ยงก็จะน้อยลง
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ