|
การเลิกสัญญา: วิเคราะห์ในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับกฎหมายไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การเลิกสัญญา: วิเคราะห์ในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับกฎหมายไทย |
| Creator | พรสวรรค์ บัวหลวงราช |
| Contributor | สุรศักดิ์ มณีศร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2558 |
| Keyword | เหตุของการเลิกสัญญา, การแสดงเจตนาเลิกสัญญา, ผลของการเลิกสัญญา, ความตกลงร่วมกันเพื่อเลิกสัญญา |
| Abstract | การเลิกสัญญาตามกฎหมายของ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว บัญญัติไว้ใน มาตรา 37 กฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา และนอกสัญญา ซึ่งการเลิกสัญญานั้นสามารถเลิกได้สองกรณีคือ เลิกสัญญาโดยข้อสัญญา และเลิกสัญญาได้โดยข้อกฎหมาย เมื่อพิจารณาเห็นว่ากฎหมายลาวยังมีปัญหาในเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาในเรื่องความผิดเล็กน้อยก็เลิกสัญญาได้ ปัญหาการเลิกสัญญาทันทีโดยไม่ให้โอกาสแก่ลูกหนี้แก้ตัว ปัญหาขาดเหตุจำเป็นของการเลิกสัญญาโดยทันที นอกจากนั้นเกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญากฎหมายลาวยังมีปัญหาอยู่เนื่องจากไม่มีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และไม่มีระบบการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้กฎหมายลาวไม่ได้บัญญัติเอาไว้ อาจจะเกิดปัญหาในข้อกฎหมายในอนาคต เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรา 386-389 ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ของไทยในเรื่องการเลิกสัญญา เห็นว่ากฎหมายไทยมีกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาควบคุม และมีระบบการให้โอกาสแก่ลูกหนี้ได้แก้ตัว มีระบบให้เจ้าหนี้สามารถเลิกสัญญาได้ทันที นอกจากนั้นก็ยังมีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และมีระบบการเรียกค่าเสียหาย ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเสนอให้นำเอาผลที่ได้รับจากการศึกษาในครั้งนี้มาปรับปรุง และพัฒนาระบบกฎหมายของประเทศลาวให้ดียิ่งขึ้น เพื่อทำให้กฎหมายลาวมีความชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยเห็นว่ากฎหมายลาวยังมีปัญหาอยู่หลายประการดังนี้ 1.ปัญหาในเหตุของการเลิกสัญญาการเลิกสัญญาต้องอาศัยเหตุอยู่สองประการคือ เหตุของการเลิกสัญญาในข้อสัญญา และเหตุของการเลิกสัญญาในข้อกฎหมาย โดยที่ทั้งสองกรณีนี้ยังมีปัญหาดังนี้ปัญหาในข้อสัญญา การแสดงเจตนาเลิกสัญญาในข้อสัญญาตามมาตรา 37 วรรค 1 ที่บัญญัติว่า “สัญญาอาจจะถูกเปลี่ยนแปลง หรือบอกเลิกตามการตกลงเห็นดีของคู่สัญญา” เมื่อปรับใช้แล้วเห็นว่ายังมีปัญหาในข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นทำให้เกิดวามไม่เป็นธรรมแก่คู่สัญญาอีกฝ่าย เมื่อพิจารณาแล้วผู้ศึกษาเห็นว่าควรจะมีการปรับแก้กฎหมายมาตรา 37 วรรค 1 โดยเสนอให้มีข้อความที่ว่า “คู่สัญญาอาจจะกำหนดสิทธิของการเลิกสัญญาไว้ในสัญญา ในกรณีที่สิทธิของการเลิกสัญญาเป็นการเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ให้ถือว่าข้อสัญญานั้นไม่มีผลใช้บังคับ หรือให้บังคับเท่าที่เป็นธรรมแล้วแต่กรณี” เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้แบบนี้จะทำให้คู่สัญญาได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น สำหรับผลจากการเลิกสัญญาตามมาตรา 37 วรรค 1 ถ้าคู่สัญญาตกลงกันไว้ผลของมันก็จะเป็นไปตามความตกลงกันถ้าไม่ได้ระบุเอาไว้เรื่องผลของสัญญาจะเป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้กฎหมายลาวยังมีปัญหาในผลของข้อสัญญาเนื่องจากไม่มีบทบัญญัติเขียนเอาไว้เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายไทยมาตรา 386 และมาตรา 391 แล้วเห็นว่าได้มีการพิจารณาขยายให้สัญญานั้นมีการกลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้นเห็นว่ากฎหมายไทยมีประโยชน์มากในการปรับปรุง และพัฒนากฎหมายลาวต่อไป ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาจึ่งเสนอให้การเลิกสัญญา ตามมาตรา 37 วรรค 1 ส่งผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม และให้ผู้ผิดที่เป็นเหตุของการเลิกสัญญารับผิดชดใช้ค่าเสียหาย เหตุของการเลิกสัญญาในข้อกฎหมาย จากบทบัญญัติในมาตรา 37 วรรค 2 ที่กล่าวว่า “ในกรณีที่มีการผิดสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่เสียผลประโยชน์นั้นจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาแต่ฝ่ายเดียวก็ได้ เว้นแต่สัญญาหากตกลงกันไว้อย่างอื่น” จะเห็นว่าได้เนื้อหาที่บัญญัติไว้กฎหมายลาวยังมีปัญหาอยู่เนื่องจากไม่มีระบบการให้โอกาสแก่ลูกหนี้ได้แก้ตัว และนอกจากนี้ในตัวบทยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีอีกฝ่ายได้ ถ้าหากว่าเกิดปัญหาขึ้นมาเช่น ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ได้อย่างสิ้นเชิงตามกำหนดเวลา หรือลูกหนี้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าจะไม่ชำระหนี้ และการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยโดยความผิดของลูกหนี้เจ้าหนี้จะเลิกสัญญาได้หรือไม่ กรณีที่กล่าวมานี้ไม่สามารถปรับใช้และตีความกับมาตรา 37 วรรค 2 ได้ ดังนั้นผู้ศึกษาขอเสนอปรับแก้กฎหมายดังนี้เสนอให้กฎหมายลาวมีระบบการให้โอกาสให้เวลาแก่ลูกหนี้ได้แก้ตัวเสียก่อน แต่ถ้าลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาตามที่ให้โอกาสแล้ว ให้เจ้าหนี้มีสิทธิจะเลิกสัญญาเสียก็ได้เสนอให้เจ้าหนี้มีสิทธิเลิกสัญญาได้ทันที ถ้าหากว่าลูกหนี้ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าจะไม่ชำระหนี้ หรือลูกหนี้มีพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้อย่างแน่นอนตามกำหนดเวลาเสนอให้เจ้าหนี้มีสิทธิเลิกสัญญาทันที่ โดยไม่ต้องให้โอกาสแก่ลูกหนี้ได้แก้ตัว ถ้าหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ณ เวลามีกำหนดซึ่งเวลาของการชำระหนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เสนอให้เจ้าหนี้จะเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าหากการชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนกลายเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้ได้ไซร้ 2.ปัญหาในการแสดงเจตนาเลิกสัญญา ตามมาตรา 37 วรรค 3 ของกฎหมายว่าด้วยข้อผูกพันในสัญญา และนอกสัญญา การแสดงเจตนาเลิกสัญญาเป็นนิติกรรมที่มีแบบ เนื่องจากในตัวบทกล่าวว่า “สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเวลาเลิกสัญญาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ” จากตัวบทจะมีปัญหาในการปรับใช้และการตีความคือ มันอาจทำให้สัญญานั้นเลิกยากเกินไปเพราะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรา 386 ประมวลกฎหมายแพ่งของไทยแล้วเห็นว่า การแสดงเจตนาเลิกสัญญานั้นเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบ เมื่อไม่มีแบบแล้วการเลิกสัญญาก็จะทำได้ง่าย เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะนำกฎหมายไทยมาเป็นตัวแบบในการปรับปรุงกฎหมายลาว ดังนั้นผู้ศึกษาขอเสนอให้ปรับแก้กฎหมายลาวมาตรา 37 วรรค 3 โดยกำหนดข้อยกเว้นเพิ่มเอาไว้ว่าในกรณีใดที่ต้องให้ทำตามแบบ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สัญญาสามารถเลิกได้ง่ายกว่านี้ 3.ปัญหาผลของการเลิกสัญญา ตามกฎหมายลาวมาตรา 37 วรรค 4 บัญญัติว่า “เมื่อสัญญาหากเลิกแล้วหนี้ที่ได้ชำระต่อกันผ่านมาก็ให้แล้วกันไป ถ้าว่าฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ในส่วนของตนก่อนแล้วอีกฝ่ายต้องชำระหนี้ตอบแทน สำหรับหนี้ที่ต่างฝ่ายก็ยังมิได้ชำระต่อกันนั้นก็ให้เลิกแล้วกันไป” จากตัวบทนี้เห็นว่า กฎหมายลาวดีอยู่แล้วคือ ไม่ต้องมีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม สำหรับสัญญาที่ผูกพันกันในระยะยาว ชำระหนี้ตามช่วงระยะเวลา เช่น นาย ก. เช่าบ้านนาย ข. เพื่อทำร้านอาหาร กำหนดค่าเช่าเดือนละ 2 ล้านกีบโดยมีระยะเวลาเช่า 5 ปี หลังจากที่นาย ก. เช่ามาได้ 2 ปีปรากฏว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าต่อไป แถมยังค้างชำระค่าเช่าอีก 3 เดือน ดังนั้นนาย ข. จึงบอกเลิกสัญญา แล้วทวงให้นาย ก. จ่ายเงิน 3 เดือนทียังค้างชำระนั้น ดังนั้นจึงเสนอให้ยังรักษาเนื้อหาตามมาตรา 37 วรรค 4 เอาไว้เหมือนเดิม ในทางกลับกัน กฎหมายลาวยังเป็นปัญหาในเรื่องของการกลับคืนสู่ฐานะเดิม เนื่องจากกฎหมายลาวไม่มีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และระบบการเรียกค่าเสียหาย ดังนั้นจำเป็นต้องมีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และระบบการเรียกค่าเสียหายไว้บ้าง สำหรับในสัญญาที่ระบุไว้ให้มีการปฏิบัติในครั้งหนึ่งครั้งเดียวเช่น สัญญาซื้อขาย เป็นต้น ควรจะมีระบบการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และระบบการเรียกค่าเสียหาย4.ปัญหาความตกลงร่วมกันเพื่อเลิกสัญญา ความตกลงร่วมกันเพื่อเลิกสัญญากฎหมายลาว ยังมีปัญหาในผลของการตกลงร่วมกันอยู่ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติเขียนเอาไว้ ผ่านการศึกษาได้มีการเสนอให้มีการขยายขอบเขตการพิจารณาและปรับใช้ร่วมกับมาตรา 37 วรรค 1 แทน ผลก็คือว่า ถ้าสัญญาตกลงกันอย่างไรก็ให้บังคับตามที่ตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงกันเกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญาผู้ศึกษาเสนอให้สัญญามีการกลับคืนสู่ฐานะเดิม |