|
ผลของการฝึกแบบหนักสลับพักความหนักสูงในสภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬาฟุตซอลระดับมหาวิทยาลัย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ผลของการฝึกแบบหนักสลับพักความหนักสูงในสภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬาฟุตซอลระดับมหาวิทยาลัย |
| Creator | ภัทราวุธ ขาวสนิท |
| Contributor | วันชัย บุญรอด |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | ฟุตซอล -- การฝึก, การออกกำลังกาย, Indoor soccer -- Training, Exercise |
| Abstract | วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลฉับพลันของการออกกำลังกายในสภาวะที่มีปริมาณออกซิเจนที่แตกต่างกัน และเพื่อศึกษาผลระยะยาวของการฝึกแบบหนักสลับพักความหนักสูงในสภาวะออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติที่มีต่อความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬาฟุตซอลระดับมหาวิทยาลัย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 การศึกษา ในการศึกษาที่ 1 นักกีฬาฟุตซอลระดับมหาวิทยาลัย เพศชาย จำนวน 16 คนอายุระหว่าง 18-22 ปี ทำการวิ่งสปริ๊นท์ไปกลับแบบซ้ำเที่ยว ระยะห่าง 5 เมตร จำนวน 3 เซ็ต เซ็ตละ 6 เที่ยว เที่ยวละ 10 วินาที ด้วยความพยายามสูงสุดที่ทำได้ สลับกับการพักแบบมีกิจกรรม 20 วินาที พักระหว่างเซ็ต 5 นาที ทำการทดลอง 4 ครั้ง โดยใช้วิธีการทดลองแบบถ่วงดุลลำดับเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์โดยมีค่าออกซิเจนที่ต่างกันในแต่ละครั้ง (FIO2 = 20.9%, 14.5%, 13.5% และ 12.5%) วัดค่าระบบการหายใจและระบบไหลเวียนเลือด คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ปริมาณแลคเตทในเลือด จำนวนการสปริ๊นท์ที่สำเร็จ และการประเมินการรับรู้ความเหนื่อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ชนิดวัดซ้ำ เมื่อพบว่ามีความแตกต่างจึงเปรียบเทียบรายคู่โดยวิธีของบอนเฟอร์โรนี่ ผลการศึกษาครั้งที่ 1 ใช้ในการกำหนดสภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำในการศึกษาที่ 2 โดยพิจารณาจากความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นในจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณแลคเตทในเลือดและคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ แล้วจึงพิจารณาถึงความปลอดภัยในการนำไปใช้จากค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ในการศึกษาที่ 2 ผู้เล่นฟุตซอลระดับมหาวิทยาลัย เพศชาย จำนวน 22 คน อายุระหว่าง 18 - 22 ปีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีการจับคู่ตามคะแนนการทดสอบพลังแบบแอนแอโรบิก คือ กลุ่ม Hypoxic (ทำการฝึก FIO2 = 13.5%) และกลุ่มควบคุม (ทำการฝึก FIO2 = 20.9%) ผู้เข้าร่วมทำการฝึก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยทำการวิ่งสปริ๊นท์ไปกลับแบบซ้ำเที่ยว ระยะห่าง 5 เมตร จำนวน 3 เซ็ต เซ็ตละ 6-10 เที่ยว (เพิ่ม 2 เที่ยวทุกๆ 2 สัปดาห์) เที่ยวละ 10 วินาที ด้วยความพยายามสูงสุดที่ทำได้ สลับกับการพักแบบมีกิจกรรม 20 วินาที พักระหว่างเซ็ต 5 นาที ทำการทดสอบก่อนและหลังการฝึกในตัวแปรที่เกี่ยวกับความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกและแอนแอโรบิก นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้การเปรียบเทียบผลการทดลองโดยการทดสอบค่า”ที กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า: 1. ในการศึกษาที่ 1 ปริมาณแลคเตทในเลือดหลังการออกกำลังกายในเซ็ตที่ 3 มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ใน FIO2 12.5% (10.4 ± 2.1 มิลลิโมลต่อลิตร) เมื่อเปรียบเทียบกับ FIO2 20.9%, 14.5% และ 13.5% (5.0 ± 1.6, 7.8 ± 1.5 และ 9.4 ± 1.9 มิลลิโมลต่อลิตรตามลำดับ) คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อเมื่อเทียบกับ FIO220.9% มีการลดลง 34.1% ใน FIO2 12.5% ในขณะที่สภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำ 14.5% และ 13.5% มีการลดลงของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ 14.1% และ 18.6% ตามลำดับ และพบว่าค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (p <0.05) ใน FIO2 12.5% (73.7 ± 3.4%) เมื่อเปรียบเทียบกับ FIO2 20.9%, 14.5% และ 13.5% (95.1 ± 1.8, 81.1 ± 2.1 และ 79.1 ± 2.4% ตามลำดับ) นอกจากนี้ในสภาวะปริมาณออกซิเจนที่ลดต่ำลง จำนวนการสปริ๊นท์ที่สำเร็จมีการลดต่ำลง อัตราการเต้นของหัวใจ การระบายอากาศหายใจต่อนาที และระดับการรับรู้ความเหนื่อยเพิ่มสูงขึ้น ข้อสรุปสำหรับการศึกษาครั้งที่ 1 FIO2 13.5% เป็นสภาวะที่เหมาะสำหรับการนำไปใช้ทำการฝึกแบบหนักสลับพักความหนักสูงด้วยการวิ่งสปริ๊นท์ไปกลับแบบซ้ำเที่ยว แม้ว่าหากพิจารณาจากตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับความเมื่อยล้า FIO2 13.5% จะมีการตอบสนองที่น้อยกว่า FIO2 12.5% แต่เนื่องจากใน FIO2 12.5% ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดจะลดต่ำลงไปมากกว่า 75% ซึ่งเป็นระดับที่อาจเกิดอันตรายกับนักกีฬาขณะทำการฝึกเป็นอย่างมาก การนำ FIO2 13.5% ไปใช้ทำการฝึกจึงมีความปลอดภัยมากกว่า 2. ในการศึกษาที่ 2 กลุ่มที่ฝึกในสภาวะออกซิเจนต่ำมีพัฒนาความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกในตัวแปรเรื่องความอดทนแบบหนักสลับพัก และความสามารถที่แสดงออกทางแอนแอโรบิกในตัวแปรความสามารถสูงสุดทางแอนแอโรบิกซึ่งมีความแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) นอกจากนี้ค่า VO2max จุดกั้นแอนแอโรบิก เวลาจากการทดสอบบรูซโปรโตคอล และพลังแบบแอนแอโรบิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับข้อมูลก่อนการทดลอง (p <0.05) แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม (p <0.05) นอกจากนี้เปอร์เซ็นต์ดัชนีความล้าในกลุ่มที่ฝึกในสภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับข้อมูลก่อนการทดลอง ข้อสรุปสำหรับการศึกษาครั้งที่ 2 คือ การฝึกแบบหนักสลับพักความหนักสูงในสภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำความดันบรรยากาศปกติมีการพัฒนาความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิกและความสามารถที่แสดงออกทางแอนแอโรบิกได้ดีกว่าการฝึกในสภาวะออกซิเจนปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าการฝึกในลักษณะนี้สามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบการฝึกเพื่อพัฒนานักกีฬาฟุตซอลในระดับมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |