|
การพัฒนาแบบฝึกระบบพลังงานของมวยสากลสมัครเล่นชายภายใต้กติกาใหม่ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การพัฒนาแบบฝึกระบบพลังงานของมวยสากลสมัครเล่นชายภายใต้กติกาใหม่ |
| Creator | อมรเทพ วันดี |
| Contributor | เบญจพล เบญจพลากร |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | มวยสากล, สมรรถภาพทางกาย, ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, Boxing, Physical fitness |
| Abstract | วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษารูปแบบการชกและความต้องการทางพลังงานขั้นต่ำของการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นชายภายใต้กติกาใหม่ และพัฒนารูปแบบการฝึกที่มีความสอดคล้องกับรูปแบบการชก และตอบสนองความต้องการของระบบพลังงานขั้นต่ำที่ใช้ในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นภายใต้กติกาใหม่ โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 การศึกษา ในการศึกษาที่ 1 ทำการวิเคราะห์รูปแบบการชกจากเทปบันทึกภาพการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นกีฬาโอลิมปิกปี 2012 ในรุ่นไลท์ ฟลาย เวท (Light Flyweight) รุ่นฟลายเวท (Flyweight) และรุ่นแบมตัมเวท (Bantamweight) และนำข้อมูลค่าเฉลี่ยของแต่ละองค์ประกอบของการชกที่ได้จากการวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมวิเคราะห์ Focus X2 มาจัดลำดับขั้นตอนของการชกในแต่ละยก เพื่อสร้างรูปแบบการฝึกที่มีความสอดคล้องกับรูปแบบการชก โดยในการศึกษาที่ 2 นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นของไทย เพศชาย จำนวน 19 คน ประกอบด้วย รุ่นแบมตัมเวท (Bantamweight) จำนวน 7 คน และ (Light Flyweight) น้ำหนักจำนวน 4 คน และ รุ่นฟลายเวท (Flyweight) จำนวน 8 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนได้รับการทดสอบก่อนการฝึกด้วยวิธีการทดสอบแบบเพิ่มความหนัก (incremental exercise test) และจำลองการชกล่อเป้าพร้อมกับการวิเคราะห์แก๊สเพื่อหาตัวแปรทางด้านพลังงานและการแลกเปลี่ยนแก๊ส จากนั้นได้รับการฝึกซ้อมตามรูปแบบที่วิเคราะห์ได้จากการศึกษาที่ 1 เป็นเวลา 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ แต่ละวันประกอบด้วยการฝึกซ้อมชกจำนวน 9 ยก ยกละ 3 นาที ทำซ้ำพักระหว่างยก1 นาที จากนั้นทดสอบหลังการฝึกด้วยวิธีเดียวกับการทดสอบก่อนการฝึก ผลการศึกษาพบว่า: 1. การศึกษาที่ 1 1.1 หมัดเดี่ยวจะถูกใช้มากกว่าหมัดชุด ในแต่ละยกของการแข่งขัน เนื่องจาก การชกหมัดเดี่ยวจะเป็นการชกเพื่อสร้างโอกาสในการโจมตีหมัดต่อไป ในระหว่างการโจมตี และเป็นหมัดที่มีพลังหรือความรุนแรงที่มากที่สุด ที่ทำให้คู่ต่อสู้เสียจังหวะหรือบาดเจ็บจากหมัดเดี่ยวได้ และอีกทั้งยังเป็นหมัดที่สามารถทำคะแนนเมื่อคู่ต่อสู้เปิดโอกาส 1.2 ระยะเวลาของแต่ละกิจกรรมนั้นจะขึ้นกับกรรมการผู้ตัดสินในเวทีของการแข่งขันโดยพบว่า ในแต่ละยกจะมีจำนวนครั้งที่กรรมการสั่งหยุดระหว่างการชกแปรผันตามจำนวนยกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลาที่เริ่มชกจนถึงการหยุดชกครั้งแรก และระยะเวลาที่เริ่มชกจนถึงการหยุดชกในระหว่างยก ลดลงตามลำดับยกที่เพิ่มมากขึ้น ข้อสรุปสำหรับการศึกษาที่ 1 รูปแบบการชกที่วิเคราะห์ได้ในการศึกษาวิจัยที่ 1 ในทั้ง 3 รุ่นน้ำหนัก มีค่าเฉลี่ยที่เกิดขึ้นในกิจกรรม (Activity) ต่าง ๆ ในระหว่างการชกมีทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกันจึงส่งผลให้รูปแบบของการชกมีความเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละรุ่นน้ำหนัก 2. การศึกษาที่ 2 2.1 ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนใน 3 รุ่นน้ำหนักมีสมรรถภาพการใช้ออกซิเจน (VO2) สมรรถภาพการขับคาร์บอนไดออกไซด์ (VCO2) ปริมาณอากาศที่หายใจออก (VE) ค่าปริมาณพลังงานในระบบพลังงานทางแอโรบิก (EE) ค่าปริมาณพลังงานในระบบพลังงานทางแอโรบิก (EE) (METs) และตัวชี้วัดระบบพลังงานทางแอนแอโรบิก-ไกลโคไลซิส (CO2 excess) เพิ่มขึ้นในทั้ง 3 ยกหลังจากได้รับการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์จาการชกล่อเป้าพร้อมกับการวิเคราะห์แก๊สในก่อนการฝึก 2.2 ในขณะที่นักมวยสากลสมัครเล่นจาก 2 รุ่นที่แสดงถึงพัฒนาการที่ดี แต่จะมีเพียงรุ่นไลท์ ฟลายเวท (Light flyweight) ไม่มีความแตกต่างกันทางตัวแปรทางด้านพลังงานและการแลกเปลี่ยนแก๊สของฝึก เมื่อเปรียบเทียบจากการทดสอบในก่อนการฝึกกับหลังการฝึก ข้อสรุปสำหรับการศึกษาที่ 2 ผลจากการฝึกจากรูปแบบการชกที่วิเคราะห์ได้จากการศึกษาที่ 1 สามารถพัฒนาสมรรถภาพการแลกเปลี่ยนแก๊ส และการใช้พลังงานได้ทั้ง 3 ยก ใน 2 รุ่นน้ำหนักคือรุ่นแบนตัมเวท (Bantamweight) และรุ่นฟลายเวท (Flyweight) |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |