|
ความผันแปรทางกายวิภาคของหลอดเลือดแดงโคโรนารี่: การศึกษาในร่างอาจารย์ใหญ่ชาวไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความผันแปรทางกายวิภาคของหลอดเลือดแดงโคโรนารี่: การศึกษาในร่างอาจารย์ใหญ่ชาวไทย |
| Creator | ณทัชชา ขวัญสังข์ |
| Contributor | วิไล ชินธเนศ |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2560 |
| Keyword | หลอดเลือดโคโรนารีย์, Coronary arteries, Arteries |
| Abstract | โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการเสียชีวิตของประชากรโลกเช่นเดียวกับในประเทศไทย ซึ่งการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจนอกจากการประเมินเบื้องต้นแล้ว ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูกายวิภาคศาสตร์ของหลอดเลือดหัวใจ ด้วยเหตุนี้ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ของหลอดเลือดหัวใจในรูปแบบปกติ, ความแปรผันและความผิดปกติ มีความสำคัญทางคลินิกเพื่อประกอบการประเมินวินิจฉัยรวมทั้งการรักษา จึงเป็นที่มาของงานวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาจำนวนและตำแหน่งของรูเปิด, ขนาด,ความแปรผัน, ความผิดปกติของ coronary artery, ความแตกต่างในระหว่างเพศรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลอดเลือด โดยศึกษาร่างอาจารย์ใหญ่จำนวน 95 ร่าง พบจำนวนรูเปิดใน right และ left aortic cusp อย่างละ 1 รู มากที่สุด 68.42% ในระนาบ axial plane พบว่ารูเปิด left coronary artery (LCA) และ right coronary artery (RCA) อยู่ในตำแหน่ง middle third 61.05% และ posterior third 45.16% มากที่สุด การอ้างอิงแนว sinotubular junction พบว่ารูเปิดทั้ง LCA และ RCA อยู่ใต้ระดับคิดเป็น 92.63% และ 97.58% ตามลำดับ การอ้างอิง bottom of aortic sinus ถึงรูเปิด LCA และ RCA มีระยะเฉลี่ย 11.59±1.91 และ 11.73±2.43 มม. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของ LCA และ RCA มีขนาด 5.52±0.95 และ 4.75±1.05 มม. left main trunk มีความยาวเฉลี่ย 12.36±4.21 มม. มีการแตกแขนงแบบ trifurcation มากที่สุด แขนง anterior interventricular artery (AIA) สิ้นสุดเลยจาก apex มากที่สุด 55.79% แขนง diagonal artery (DA) ส่วนใหญ่พบจำนวน 2 แขนง แขนง circumflex artery (CxA) พบสิ้นสุดระหว่าง left margin กับ crux cordis มากที่สุด 47.36% lateral branch ส่วนใหญ่พบจำนวน 1 แขนง และแขนง left marginal artery พบแตกแขนงที่ left margin เป็นส่วนใหญ่ สำหรับแขนง RCA คือ sinoatrial node artery (SA) มีจุดกำเนิดจาก RCA 42.11% แขนง conus artery พบในทุกตัวอย่าง ส่วน dominant pattern พบรูปแบบ right dominance เป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์ของ right posterior diagonal artery (RPDA) และ left retroventricular artery (LRVA) พบ 45.26% และ 87.37% อุบัติการณ์ myocardial bridge (MB) พบ 62.11% และรูเปิด RCA จาก left sinus พบ 1.05% ในที่นี้ไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศของอุบัติการณ์ median artery, MB และ dominant pattern ความสัมพันธ์ระหว่างหลอดเลือดพบว่าจุดสิ้นสุดของ CxA และ อุบัติการณ์ของ LRVA มีความสัมพันธ์กัน ส่วนจุดสิ้นสุดของ AIA กับชนิด posterior interventricular artery (PIA) และอุบัติการณ์ของ RPDA และชนิด PIA พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน จากการศึกษาในครั้งนี้คาดว่าจะเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับแพทย์ในการทำหัตถการ revascularization รวมทั้งหัตถการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |