|
การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบสอบที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กับตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีวิธีการทบทวนข้อสอบที่แตกต่างกัน |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบสอบที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กับตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีวิธีการทบทวนข้อสอบที่แตกต่างกัน |
| Creator | พิมพิศา สว่างศรี |
| Contributor | โชติกา ภาษีผล |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2558 |
| Keyword | การวัดทางจิตวิทยา, ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ, การวัดผลทางการศึกษา, Psychometrics, Item response theory, Educational tests and measurements |
| Abstract | งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบสอบที่บูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กับตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ทีมีวิธีการทบทวนข้อสอบที่แตกต่างกัน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 750 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบบูรณาการระหว่างตัวชี้วัดความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน กับตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบ่งเป็นข้อสอบชุด A (ทบทวนข้อสอบด้วยตนเอง) และข้อสอบชุด B (ทบทวนข้อสอบร่วมกับกลุ่มคณะกรรมการ) เก็บข้อมูลโดยนำแบบสอบไปวัดกับนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติของแบบสอบ คือ ความตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยง ฟังก์ชันสารสนเทศของข้อสอบ ฟังก์ชันสารสนเทศของแบบสอบ ความยาก และอำนาจจำแนก ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหาของข้อคำถามที่สร้างและผ่านการทบทวนทั้งหมด โดยใช้เกณฑ์การตรวจสอบที่กำหนด พบว่า แบบสอบทั้งหมดมีความสอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินในระดับมาก แสดงว่าข้อคำถามทั้งหมดมีความตรงเชิงเนื้อหา 2) ผลการวิเคราะห์ความเที่ยงโดยใช้วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค พบว่า โรงเรียนขนาดเล็ก มีค่าความเที่ยงของแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B อยู่ในระดับต่ำ ทั้ง 2 ชุด เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าเป็นรายคู่ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของแบบสอบทั้ง 2 ชุด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โรงเรียนขนาดกลาง มีค่าความเที่ยงของแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B อยู่ในระดับสูง ทั้ง 2 ชุด เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าเป็นรายคู่ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของแบบสอบทั้ง 2 ชุด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และโรงเรียนขนาดใหญ่ มีค่าความเที่ยงของแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B อยู่ในระดับต่ำ ทั้ง 2 ชุด เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าเป็นรายคู่ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของแบบสอบทั้ง 2 ชุด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการวิเคราะห์ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อสอบโดยเฉลี่ย ของแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B พบว่า แบบสอบทั้ง 2 ชุด ในโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และในโรงเรียนขนาดใหญ่ มีค่าฟังก์ชันสารสนเทศของข้อสอบโดยเฉลี่ยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งหมด และการวิเคราะห์ค่าฟังก์ชันสารสนเทศของแบบสอบโดยเฉลี่ย ของแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B พบว่า ในโรงเรียนขนาดเล็ก ค่าฟังก์ชันสารสนเทศโดยเฉลี่ยของแบบสอบทั้ง 2 ชุด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โรงเรียนขนาดกลาง ค่าฟังก์ชันสารสนเทศโดยเฉลี่ยของแบบสอบทั้ง 2 ชุด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และในโรงเรียนขนาดใหญ่ ค่าฟังก์ชันสารสนเทศโดยเฉลี่ยของแบบสอบทั้ง 2 ชุด ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) การวิเคราะห์ข้อสอบตามทฤษฏีการทดสอบแบบดั้งเดิม และทฤษฎีการทดสอบแนวใหม่ พบว่า คะแนนสอบของนักเรียนที่สอบแบบสอบชุด A และแบบสอบชุด B โดยแบ่งตามขนาดโรงเรียนเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ แบบสอบทั้ง 2 ชุด มีค่าความยากและค่าอำนาจจำแนก ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |