พัฒนาการของคำบอกปฏิเสธ "บ่" "มิ" "ไป่" "ไม่" ในภาษาไทย
รหัสดีโอไอ
Title พัฒนาการของคำบอกปฏิเสธ "บ่" "มิ" "ไป่" "ไม่" ในภาษาไทย
Creator นิดา จำปาทิพย์
Contributor พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2557
Keyword ภาษาไทย -- ความผันแปร, ภาษาไทย -- ประวัติ, Thai language -- Variation, Thai language -- History
Abstract งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคำปฏิเสธภาษาไทยจำนวน 4 คำ ได้แก่ บ่ มิ ไป่ และ ไม่ โดยมีสมมติฐานว่าคำเหล่านี้ในอดีตมีความแตกต่างด้านการณ์ลักษณะแต่ต่อมาสูญลักษณะดังกล่าวไป อีกทั้งต้องการนำเสนอที่มาของคำปฏิเสธ ไม่ ซึ่งไม่ใช่คำตกทอดจากภาษาไทดั้งเดิมตามการสืบสร้างคำปฏิเสธในภาษาไทดั้งเดิม งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาตามแนวการศึกษาแบบอิงการใช้ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารโบราณจำนวน 61 เล่ม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ผลการศึกษาพบว่า คำปฏิเสธในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาตอนต้นยังคงรักษาความแตกต่างด้านการณ์ลักษณะซึ่งเป็นลักษณะตกทอดจากภาษาไทดั้งเดิมเอาไว้ กล่าวคือ บ่ และ มิ ปรากฏในสถานการณ์แบบทรงสภาพ ขณะที่ ไป่ ปรากฏในสถานการณ์พลวัต แต่เมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยาตอนกลางไม่พบความแตกต่างดังกล่าวแล้ว นอกจากความแตกต่างของคำปฏิเสธ ผลการศึกษายังสรุปได้ว่า ไม่ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ มิ และ ได้ จากวลีกลายเป็นคำ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อเนื่องกับสมัยอยุธยาตอนปลาย การคำนวณค่าความถี่การปรากฏร่วมของ มิได้ แสดงให้เห็นว่าในสมัยอยุธยาตอนกลาง มิ ปรากฏกับ ได้ เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการพบ มิ ปรากฏกับคำอื่นๆ และการปรากฏเช่นนี้เป็นลักษณะที่พบในสมัยอยุธยาตอนกลางเท่านั้น ความถี่ของการใช้คำหรือโครงสร้างใดซ้ำๆ มักส่งผลให้เกิดการจดจำแบบเป็นหน่วยเดียว ในกรณีของ มิได้ เมื่อปรากฏร่วมกันด้วยความถี่สูงทำให้พบว่า มิได้ มีความหมายมีความหมายคลุมเครือ บางกรณีมีความหมายเท่ากับคำว่า ไม่ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏกับกริยาคุณศัพท์ การที่ มิได้ ถูกใช้เป็นคำปฏิเสธโดยไม่มีความหมายของ ได้ แสดงให้เห็นว่า มิได้ มีลักษณะเป็นหน่วยเดียว ประกอบกับความถี่ของการใช้ทำให้การออกเสียงสั้นลงผลก็คือ มิได้ เกิดการควบรวมเสียง เปลี่ยนจากวลีกลายเป็นคำว่า ไม่ จากหลักฐานต่างๆแสดงให้เห็นว่าคำว่า ไม่ เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อเนื่องกับอยุธยาตอนปลาย เพื่อแทนที่ มิได้ แต่ในระยะแรก ไม่ ยังมีตำแหน่งการปรากฏที่จำกัด คือ พบปรากฏเฉพาะหน้าคำกริยาหลัก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ แสดงการแพร่การใช้และเข้าแทนที่ มิ อย่างสมบูรณ์ในทุกตำแหน่ง จากการเข้าแทนที่ มิ ของไม่ ส่งผลให้ มิ มีจำนวนการปรากฏน้อยลง กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 มิ ได้กลายเป็นคำปฏิเสธที่พบเฉพาะในสำนวนซึ่งเคยมีการใช้บ่อย หรือปรากฏในภาษาที่เป็นทางการเท่านั้น
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ