ผลของการใช้ยาซิลอสตาซอลต่อการหนาตัวของหลอดเลือดชั้นอินทิมาในหนูทดลองที่มีภาวะไตวายระยะเริ่มแรก
รหัสดีโอไอ
Title ผลของการใช้ยาซิลอสตาซอลต่อการหนาตัวของหลอดเลือดชั้นอินทิมาในหนูทดลองที่มีภาวะไตวายระยะเริ่มแรก
Creator วิวัฒน์ จันเจริญฐานะ
Contributor สมชาย เอี่ยมอ่อง, ขจร ตีรณธนากุล, อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2557
Keyword ไมโครอาร์เอ็นเอ, หลอดเลือด -- โรค, หลอดเลือด -- ลกระทบจากยา, ไตวายเรื้อรัง, MicroRNA, Blood-vessels -- Diseases, Blood-vessels -- Effect of drugs on, Chronic renal failure
Abstract ที่มา: ภาวะการหนาตัวของหลอดเลือดชั้นอินทิมาเป็นปัญหาสำคัญของการเกิดปัญหาหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะไตเรื้อรัง ที่ผ่านมามีการศึกษาหาวิธีรักษาปัญหาดังกล่าวมากมาย แต่ยังไม่พบว่าประสบความสำเร็จ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการรักษามักกระทำในระยะท้ายของโรค การศึกษานี้จึงทำการทดลองในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไตเรื้อรังขึ้น เพื่อศึกษาผลของการให้ยาซิลอสตาซอลที่มีต่อการหนาตัวของหลอดเลือดชั้นอินทิมาในหนูทดลองที่มีภาวะไตวายระยะเริ่มแรก โดยวัดผลจากลักษณะทางพยาธิสภาพของหลอดเลือด ระดับไมโครอาร์เอนเอในเนื้อเยื่อ และระดับไซโตคายน์ในเลือด วิธีการศึกษา: หนูสายพันธุ์ ซีดี-1 จำนวน 24 ตัวจะถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไตเรื้อรัง โดยการหนีบและปล่อยหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงไตซ้ายเป็นเวลา 50 นาที หลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์จะทำการตัดไตขวา หนูที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่มละ 12 ตัว เพื่อให้ยาซิลอสตาซอลขนาด 20 มก/กก/วัน นาน 20 สัปดาห์ หรือได้รับยาหลอก หนูทั้งหมดจะถูกการทำการุณฆาตเพื่อนำหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา และเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อศึกษาลักษณะทางพยาธิสภาพ ไมโครอาร์เอนเอ และระดับไซโตคายน์ ผลการศึกษา: โมเดลการเหนี่ยวนำให้หนูทดลองเกิดภาวะไตเรื้อรังที่ใช้ในการศีกษานี้ สามารถทำให้เกิดภาวะไตเรื้อรังได้เป็นอย่างดี และจากการศึกษาพยาธิสภาพของหลอดเลือดในหนูกลุ่มที่ได้รับยาซิลอสตาซอล พบว่ามีพื้นที่ของชั้นอินทิมาน้อยกว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (150,348±5,669 เทียบกับ 109,020±22,380 ตารางไมครอน, p<0.01) และมีระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอนเอ-143 และไมโครอาร์เอนเอ-145 ในเนื้อเยื่อหลอดเลือดที่มากกว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน (0.33±0.1 เทียบกับ 0.10±0.08 (p=0.025) and 0.36±0.1 เทียบกับ 0.20±0.05 (p=0.03) ในหนูกลุ่มที่ได้รับยาซิลอสตาซอล และหนูกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ตามลำดับ ในขณะที่ระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอนเอ-221 ในหลอดเลือดของหนูกลุ่มที่ได้รับยาซิลอสตาซอล ต่ำกว่าในเนื้อเยื่อหลอดเลือดของหนูกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (-0.11±0.05 เทียบกับ 0.22±0.03 (p=0.0048)) ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาซิลอสตาซอลมีระดับสารอะซิมเมติคอล ไดเมทธิวอาร์จีนีน (เอดีเอ็มเอ) และสารไซโตคายน์วาสคิวลาร์เอนโดทีเลียล โกทแฟกเตอร์ (วีอีจีเอฟ) ในเลือดน้อยกว่าหนูกลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.82±0.2 เทียบกับ 1.44±0.2 ไมโครโมล (p<0.01) และ 277.1±156.9 เทียบกับ 634±191.8 (p<0.0001) ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของสารไซโตคายน์เพลตเลทดีไรฟ์โกทแฟกเตอร์ (พีดีจีเอฟ) ระหว่างหนูทั้งสองกลุ่ม สรุปผลการศึกษา: ยาซิลอสตาซอลมีผลลดการหนาตัวของหลอดเลือดชั้นอินทิมาในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไตเรื้อรัง โดยสัมพันธ์กับการลดลงของระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอนเอ-221 สารเอดีเอ็มเอ และสารไซโตคายน์วีอีจีเอฟ และสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับการแสดงออกของไมโครอาร์เอนเอ-143 และ ไมโครอาร์เอนเอ-145
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ