การเปรียบเทียบสถิติบูทสแตรปของการออกแบบการปรับเทียบสำหรับแบบสอบรูปแบบผสมระหว่างวิธีการที่ต่างกัน
รหัสดีโอไอ
Title การเปรียบเทียบสถิติบูทสแตรปของการออกแบบการปรับเทียบสำหรับแบบสอบรูปแบบผสมระหว่างวิธีการที่ต่างกัน
Creator พนิดา พานิชวัฒนะ
Contributor ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2556
Keyword สถิติ -- การประมวลผลข้อมูล, การประเมินผลทางการศึกษา, Statistics -- Data processing, Educational evaluation
Abstract การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบสถิติบูทสแตรป (bootstrapped statistics) ของการออกแบบการปรับเทียบคะแนนแบบสอบรูปแบบผสมโดยใช้ข้อสอบร่วมสำหรับกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน (NEAT) ระหว่างวิธีการตรวจที่แตกต่างกัน 2) เพื่อเปรียบเทียบค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความแตกต่างยกกำลังสอง (RMSD) ของการออกแบบการปรับเทียบคะแนนแบบสอบรูปแบบผสมโดยใช้ข้อสอบร่วมสำหรับกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน (NEAT) ระหว่างวิธีของเลอวิน (Levine method) และวิธี CLE (Chained Linear Equating) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,609 คน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบสอบวิชาฟิสิกส์รูปแบบผสม เรื่องงานและพลังงาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งเป็นแบบสอบคู่ขนาน ได้แก่ แบบสอบฉบับใหม่ ประกอบด้วยข้อสอบแบบหลายตัวเลือกจำนวน 16 ข้อ และข้อสอบแบบสร้างคำตอบจำนวน 8 ข้อ ที่มีค่าความเที่ยงเป็น .634 และ .824 ตามลำดับ และแบบสอบฉบับอ้างอิง ประกอบด้วยข้อสอบแบบหลายตัวเลือกจำนวน 16 ข้อ และข้อสอบแบบสร้างคำตอบจำนวน 8 ข้อ ที่มีค่าความเที่ยงเป็น .602 และ .872 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบทั้งสองฉบับมีข้อสอบร่วมจำนวน 12 ข้อ 2) เกณฑ์การให้คะแนนที่ใช้ในการตรวจข้อสอบแบบสร้างคำตอบในแบบสอบฉบับใหม่และฉบับอ้างอิง ที่มีความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) คือ .96 และ .97 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามลำดับ 3) ผู้ตรวจให้คะแนน 2 คน ที่มีความสอดคล้องในการให้คะแนนระหว่าง ผู้ประเมินเป็นรายข้อสำหรับแบบสอบทั้ง 2 ฉบับ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) ในแต่ละข้ออยู่ระหว่าง .86 - .99 และ .84 – 1.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามลำดับ โดยวิธีการตรวจทั้ง 3 วิธี คือ 1) วิธีตรวจข้อสอบร่วมแบบสร้างคำตอบ โดยไม่มีการตรวจให้คะแนนข้ามกลุ่ม 2) วิธีตรวจข้อสอบร่วมแบบสร้างคำตอบ โดยมีการตรวจให้คะแนนข้ามกลุ่มทั้งหมดของข้อสอบร่วม 3) วิธีตรวจข้อสอบร่วมแบบสร้างคำตอบ โดยมีการตรวจให้คะแนนข้ามกลุ่มครึ่งหนึ่งของข้อสอบร่วม การปรับเทียบคะแนนด้วยวิธีการปรับเทียบเชิงเส้นตรงทั้ง 2 วิธี และการวิเคราะห์ค่าสถิติบูทสแตรปจะใช้โปรแกรม R ส่วนการวิเคราะห์ค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความแตกต่างยกกำลังสองใช้โปรแกรม Microsoft excelผลการวิจัยพบว่า 1) วิธีตรวจข้อสอบร่วมแบบสร้างคำตอบ โดยมีการตรวจให้คะแนนข้ามกลุ่มครึ่งหนึ่งของข้อสอบร่วม เมื่อใช้วิธี CLE (Chained Linear Equating) มีค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนยกกำลังสอง (RMSE) ค่าความคลาดเคลื่อนในการปรับเทียบ (equating error) และ ค่าความลำเอียง (bias) ต่ำที่สุด คือ .802, .251 และ .840 ตามลำดับ 2) ในบริบทของการวิจัยนี้วิธี CLE (Chained Linear Equating) มีค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความแตกต่างยกกำลังสอง (RMSD) จากวิธีการตรวจวิธีที่ 1, 2 และ 3 คือ 1.421, 1.481 และ 1.481 ตามลำดับ ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำกว่าวิธีของเลอวิน (Levine method) จากวิธีการตรวจวิธีที่ 1, 2 และ 3 คือ 1.717, 1.804 และ 1.793 ตามลำดับ
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ