ผลของกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุดและส่วนผสมของแก๊สปกคลุมต่อโครงสร้างจุลภาค สมบัติทางกล และความเค้นตกค้างของเนื้อโลหะรอยเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทนิติก
รหัสดีโอไอ
Title ผลของกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุดและส่วนผสมของแก๊สปกคลุมต่อโครงสร้างจุลภาค สมบัติทางกล และความเค้นตกค้างของเนื้อโลหะรอยเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทนิติก
Creator ประกาศศักดิ์ เพ็ชรอาภรณ์
Contributor กอบบุญ หล่อทองคำ, เอกรัตน์ ไวยนิตย์
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2556
Keyword เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติก, โลหะ -- สมบัติทางกล, การกระจายความเค้น, Austenitic stainless steel, Metals -- Mechanical properties, Stress concentration
Abstract งานวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุดและส่วนผสมของแก๊สปกคลุม ในการเชื่อมทิกพัลส์แผ่นเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทนิติก เกรด 304, 202 และ D7 หนา 2 มิลลิเมตร ด้วยกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุด 130 และ 160 แอมแปร์ กับแก๊สไนโตรเจนผสมในแก๊สปกคลุมอาร์กอน 0, 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ต่อโครงสร้างจุลภาค สมบัติความต้านทานแรงดึง และความเค้นตกค้างของเนื้อโลหะรอยเชื่อม ผลการทดลองพบว่าการเพิ่มกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุด และปริมาณแก๊สไนโตรเจนผสมในแก๊สปกคลุมอาร์กอน ทำให้อุณหภูมิสูงสุดและปริมาณความร้อนการเชื่อมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเค้นตกค้างเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีค่าลดลงเมื่อระยะห่างจากกลางแนวเชื่อมเพิ่มขึ้น ปริมาณความร้อนจากการเพิ่มกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุดส่งผลลดค่าความต้านทานแรงดึงสูงสุดและค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว โครงสร้างจุลภาคของเนื้อโลหะรอยเชื่อมประกอบด้วยออสเทไนท์ และเดลต้าเฟร์ไรต์ การเพิ่มกระแสไฟฟ้าเชื่อมพัลส์สูงสุดทำให้ระยะห่างระหว่างแขนเดลต้าเฟร์ไรต์มากขึ้น เดลต้าเฟร์ไรต์มีสัณฐานแบบแลทธี เมื่อปริมาณแก๊สไนโตรเจนผสมในแก๊สปกคลุมอาร์กอน 0 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร และมีสัณฐานแบบเวอร์มิคูล่าร์ เมื่อปริมาณแก๊สไนโตรเจนผสมในแก๊สปกคลุมอาร์กอน 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร ปริมาณเดลต้าเฟร์ไรต์ลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในเนื้อโลหะรอยเชื่อมที่เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณแก๊สไนโตรเจนผสมในแก๊สปกคลุมอาร์กอน
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ