|
ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเกียรติยศในภาษากับระบบปริชานของผู้พูดภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเกียรติยศในภาษากับระบบปริชานของผู้พูดภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ |
| Creator | วริสรา จันทรัฐ |
| Contributor | อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2556 |
| Keyword | ภาษาญี่ปุ่น -- ไวยากรณ์, ภาษาไทย -- ไวยากรณ์, ภาษาอังกฤษ -- ไวยากรณ์, Japanese language -- Grammar, Thai language -- Grammar, English language -- Grammar |
| Abstract | มีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความคิด โดยเฉพาะในแง่ที่มุ่งตอบคำถามว่าภาษามีอิทธิพลต่อความคิดหรือไม่ ประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้มาจากแนวคิดที่เป็นที่รู้จักกันดีในนามสมมติฐานวอร์ฟ ซึ่งอ้างว่าภาษามีอิทธิพลต่อความคิด ผู้ที่พูดภาษาต่างกันย่อมมีความคิดและโลกทัศน์ต่างกันด้วย งานวิจัยที่มุ่งทดสอบสมมติฐานนี้ใช้วิธีการเปรียบเทียบภาษาที่มีประเภททางไวยากรณ์แตกต่างกัน เช่น พจน์ ลิงค์ กาล แต่ยังไม่พบงานที่ศึกษาความแตกต่างด้านระบบเกียรติยศในภาษา (linguistic honorifics) ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้พูด ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระบบเกียรติยศในภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และศึกษาความสัมพันธ์ของระบบดังกล่าวกับระบบปริชานของผู้พูดในภาษาทั้งสามผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาษาจากบทสนทนาในการ์ตูนภาษาญี่ปุ่นที่มีการแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษและวิเคราะห์รูปภาษาที่ใช้บ่งชี้ระบบเกียรติยศและรูปอื่นที่เทียบเท่า พบว่าเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นมีการบังคับใช้เกียรติยศในภาษาในระดับไวยากรณ์ ส่วนภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้รูปภาษาที่เทียบเท่าเพื่อแสดงความสุภาพ และภาษาไทยมีการใช้มากกว่าภาษาอังกฤษ ส่วนปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบังคับใช้เกียรติยศ คือปัจจัยด้านอายุและด้านสถานภาพ ผู้วิจัยนำผลสรุปทางภาษามาสร้างแบบทดสอบพฤติกรรมทางปริชานด้านความใส่ใจและการจำแนกประเภทด้วยการเก็บข้อมูลจากผู้พูดชาวญี่ปุ่น 31 คน ชาวไทย 43 คนและชาวอังกฤษ 30 คน ในการทดสอบความใส่ใจผู้เข้ารับการทดลองต้องเรียงลำดับภาพคนหรือสิ่งของในแต่ละชุดภาพลงในช่องคำตอบ 1 ใน 2 แบบที่กำหนดให้ ส่วนการทดสอบการจำแนกประเภทต้องเลือกจับคู่ภาพคนหรือสิ่งของที่คิดว่าคล้ายกันมากที่สุด สมมติฐานในการทดลองคือผู้พูดภาษาญี่ปุ่นมีความใส่ใจและจำแนกประเภทสรรพสิ่งตามอายุและสถานภาพมากที่สุด รองลงมาคือผู้พูดภาษาไทย ลำดับสุดท้ายคือผู้พูดภาษาอังกฤษผลการทดสอบความใส่ใจส่วนใหญ่เป็นไปตามสมมติฐาน ผู้พูดภาษาญี่ปุ่นมีความใส่ใจทั้งอายุและสถานภาพของคนและสิ่งของมากกว่าผู้พูดภาษาอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผลการทดลองของผู้พูดภาษาไทยพบว่าเฉพาะความใส่ใจอายุของคนเท่านั้นที่น้อยกว่าผู้พูดภาษาญี่ปุ่นและไม่แตกต่างกับผู้พูดภาษาอังกฤษ ส่วนการทดลองอื่นที่เหลือพบว่าไม่แตกต่างจากผู้พูดอีก 2 กลุ่มเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะภาษาไทยมีลักษณะที่เหมือนกับทั้งภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมสรุปได้ว่าผลการทดลองนี้สนับสนุนสมมติฐานวอร์ฟ กล่าวคือ ผู้พูดภาษาที่มีการบังคับใช้เกียรติยศในภาษาในระดับไวยากรณ์มีความใส่ใจอายุและสถานภาพของสรรพสิ่งมากกว่าผู้พูดภาษาที่ไม่มีการบังคับใช้ส่วนผลการทดลองการจำแนกประเภทไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ไม่พบความแตกต่างของผู้พูดทั้ง 3 กลุ่มในการจำแนกคนตามอายุและจำแนกสิ่งของตามสถานภาพเลย และผู้พูดภาษาอังกฤษจำแนกสิ่งของตามอายุและจำแนกคนตามสถานภาพมากกว่าผู้พูดภาษาไทย แต่ไม่พบความแตกต่างของผู้พูดภาษาญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับผู้พูดอีก 2 กลุ่ม ผลการทดลองนี้อาจเนื่องมาจากภูมิหลังทางสังคมที่ต่างกันของผู้พูด |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |