|
การวิเคราะห์รูปแบบการรุกทำทรัยของทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขันในการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเภท 7 คนชาย รายการฮ่องกงเซเว่นส์ ปี ค.ศ.2011 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การวิเคราะห์รูปแบบการรุกทำทรัยของทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขันในการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเภท 7 คนชาย รายการฮ่องกงเซเว่นส์ ปี ค.ศ.2011 |
| Creator | ชิดชนก อยู่ศรี |
| Contributor | ชัชชัย โกมารทัต |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2556 |
| Keyword | รักบี้ -- การแข่งขัน, การแข่งขัน -- การวิเคราะห์, Rugby football -- Competition, Competition -- Analysis |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบรูปแบบการรุกทำทรัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยที่ส่งผลให้การรุกได้ทรัย ของทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขัน ในการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเภท 7 คนชาย รายการฮ่องกงเซเว่นส์ ปี ค.ศ.2011 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ดำเนินการวิจัย คือ เทปบันทึกการแข่งรักบี้ฟุตบอลประเภท 7 คนชาย ของทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขัน ได้แก่ ทีมเกาหลี ทีมโปรตุเกส ทีมฝรั่งเศส ทีมฟิจิและทีมอังกฤษ ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) นำมาทำการวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลผ่านโปรแกรมโฟกัสเอ็กซ์ทู (FocusX2 Version1.5) จากเกมการแข่งขัน จำนวน 6 เกม จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่เป็นอิสระจากกัน (Independent sample t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05ผลการวิจัยพบว่า1. รูปแบบการรุกทำทรัยที่นิยมใช้มากที่สุดของทีมนิวซีแลนด์ คือ รูปแบบเบรคทรู (66.67%) รูปแบบการรุกทำทรัยที่ได้ทรัยมากที่สุดของทีมนิวซีแลนด์ คือ รูปแบบเบรคทรู (59.26%) รูปแบบการรุกทำทรัยที่นิยมใช้มากที่สุดของทีมคู่แข่งขัน คือ รูปแบบคิก (33.33%) รูปแบบการรุกทำทรัยที่ได้ทรัยมากที่สุดของทีมคู่แข่งขัน คือ รูปแบบเบรคทรู (44.44%) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยที่ส่งผลให้การรุกได้ทรัยมากที่สุดของทีมนิวซีแลนด์ ได้แก่ ตำแหน่งผู้เล่นที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัย คือ ตำแหน่งสกรัมฮาล์ฟ (22.22%) เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัย คือ เทคนิครับ-ส่ง (51.85%) พื้นที่สุดท้ายที่เกิดการได้ทรัย คือ พื้นที่กลางเขตประตู (66.67%) และสถานการณ์เริ่มรูปแบบการรุกทำทรัย คือ สถานการณ์เปลี่ยนการครอบครองบอล (33.33%) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยที่ส่งผลให้การรุกได้ทรัยมากที่สุดของทีมคู่แข่งขัน ตำแหน่งผู้เล่นที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัย คือ ตำแหน่งวิงเกอร์ (33.33%) เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัย คือ เทคนิคหลบหลีก (77.78%) พื้นที่สุดท้ายที่เกิดการได้ทรัย คือ พื้นที่กลางเขตประตู (55.56%) สถานการณ์เริ่มรูปแบบการรุกทำทรัย คือ สถานการณ์กลุ่มยื้อแย่งรัค/กลุ่มยื้อแย่งโมลและการเล่นต่อเนื่อง (44.44%)2. จากการเปรียบเทียบรูปแบบการรุกทำทรัยที่นิยมใช้ระหว่างทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขันเป็นรายคู่ พบค่าเฉลี่ยรูปแบบการรุกทำทรัยที่นิยมใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 คือ รูปแบบคิก โดยทีมคู่แข่งขันมีค่าเฉลี่ยของรูปแบบการรุกทำทรัยที่นิยมใช้มากกว่าทีมนิวซีแลนด์ การเปรียบเทียบรูปแบบการรุกทำทรัยที่ได้ทรัยระหว่างทีมนิวซีแลนด์กับทีมคู่แข่งขันเป็นรายคู่ พบค่าเฉลี่ยรูปแบบการรุกทำทรัยที่ได้ทรัยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 คือ รูปแบบเบรคทรู โดยทีมนิวซีแลนด์มีค่าเฉลี่ยของรูปแบบการรุกทำทรัยที่ได้ทรัยมากกว่าทีมคู่แข่งขัน ส่วนในด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยที่ส่งผลให้การรุกได้ทรัย พบว่า ตำแหน่งสกรัมฮาล์ฟของทีมนิวซีแลนด์ มีค่าเฉลี่ยของตำแหน่งผู้เล่นที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยมากกว่าทีมคู่แข่งขัน เทคนิครับ-ส่งของทีมนิวซีแลนด์ มีค่าเฉลี่ยของเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการรุกทำทรัยมากกว่าทีมคู่แข่งขัน พื้นที่กลางเขตประตูของทีมนิวซีแลนด์ มีค่าเฉลี่ยของพื้นที่สุดท้ายที่เกิดการได้ทรัยมากกว่าทีมคู่แข่งขัน |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |