|
อิทธิพลละครวังหน้าในนาฏศิลป์กัมพูชา |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | สุรัตน์ จงดา |
| Title | อิทธิพลละครวังหน้าในนาฏศิลป์กัมพูชา |
| Publisher | วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ โครงการบัณฑิตศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ |
| Publication Year | 2564 |
| Journal Title | วารสารวิพิธพัฒนศิลป์ |
| Journal Vol. | 1 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 33-50 |
| Keyword | ละคร, วังหน้า, ศิลปกรรม |
| URL Website | https://so02.tci-thaijo.org/index.php/WIPIT |
| Website title | วิพิธพัฒนศิลป์ |
| ISSN | E-ISSN: 2730-3642 |
| Abstract | บทความนี้มุ่งนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีการถ่ายทอดให้กันระหว่างประเทศทั้งสองโดยเฉพาะเรื่องนาฏศิลป์ จากการศึกษาพบว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดกรณีความขัดแย้งระหว่างวังหน้าและวังหลวง ทำให้กลุ่มละครจากวังหน้าของสยามบางส่วนอพยพเข้าไปที่กัมพูชาและไปเป็นครูสอนละครหรือนาฏศิลป์แบบราชสำนักกรุงเทพในราชสำนักกัมพูชา ปรากฏชื่อ ปริง และเล็ก และได้นำวิธีการแสดงละครเรื่องพระสมุทอันเป็นบทละครพระบวรราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ไปเผยแพร่ในราชสำนักกัมพูชาจนเป็นที่นิยม ละครเรื่องพระสมุทนี้เป็นละครเรื่องสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อละครในสมัยต่อมา คือพระราชินีศรีโสวัฒโมนิวงค์โกศมิกเนียรีรัฐ ผู้เป็นพระมารดาของพระเจ้านโรดมสีหนุ ได้นำบทละครเรื่องพระสมุท ตอนนางบุษมาลีชมสวน มาประดิษฐ์เป็นการแสดงชุดระบำอัปสรา โดยปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายบางอย่างให้ใกล้เคียงกับแบบนางอัปสรที่นครวัด และทำการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องระบำอัปสราปรากฏขึ้นครั้งแรกในภาพยนตร์ฝรั่งเศส ในเรื่อง L'Oiseau de Paradis หรือ The Bird of Paradise กำกับการแสดงโดย Marcel Camus โดยผู้รำเป็นตัวเอก ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ เจ้าหญิงบุปผาเทวีหรือสมเด็จพระเรียมนโรดมบุปผาเทวี พระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้านโรดมสีหนุ ระบำชุดนี้จึงกลายเป็นระบำที่มีชื่อเสียงที่สุดชุดหนึ่งของกัมพูชา อีกประการหนึ่งเครื่องแต่งกายนาฏศิลป์แบบราชสำนักกัมพูชามีลักษณะที่ใกล้เคียงกับศิลปกรรมวังหน้าของสยาม ได้แก่ มงกุฎสตรีที่ทำแบบกระบังหน้าและเกี้ยวยอดแบบเดียวกับลักษณะหุ่นวังหน้า ห้อยข้างหรือเจียระบาดของตัวยักษ์ที่ทำแบบรูปปั้นเหมือนกับลักษณะหุ่นวังหน้า แม้แต่การทัดอุบะดอกไม้ทัดในละครวังหน้าและกัมพูชายังมีจารีตการปฏิบัติเช่นเดียวกันด้วยนาฏศิลป์กัมพูชายังรักษาจารีตการทัดอุบะแบบนี้อยู่จนปัจจุบัน |