|
ผลของการฝึกโคคอนแทรคชั่นของข้อเข่าแบบขาเดียวที่มีต่อดัชนีการทรงตัวในนักกีฬาแบดมินตันชาย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ศรัณย์ สุรวิริยาการ |
| Title | ผลของการฝึกโคคอนแทรคชั่นของข้อเข่าแบบขาเดียวที่มีต่อดัชนีการทรงตัวในนักกีฬาแบดมินตันชาย |
| Contributor | นงนภัส เจริญพานิช |
| Publisher | Thailand National Sports University |
| Publication Year | 2564 |
| Journal Title | Academic Journal of Thailand National Sports University |
| Journal Vol. | 13 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 122-132 |
| Keyword | การฝึกโคคอนแทรคชั่นขาเดียว, ดัชนีการทรงตัวในทุกทิศทาง (OSI), ดัชนีการทรงตัวในแนวหน้าหลัง (API), ดัชนีการทรงตัวในแนวซ้ายขวา (MLI) |
| URL Website | https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TNSUJournal/index |
| Website title | เว็บไซต์วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ |
| ISSN | Print ISSN : 2673-0952 Online ISSN : 2697-5793 |
| Abstract | งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลองที่มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาผลของการฝึกเสริมแบบโคคอนแทรคชั่น (Co-contraction) ขณะยืนขาเดียว โดยดัดแปลงรูปแบบจากสตาร์เอกเคอร์ชั่น (Star Excursion Balance Test: SEBT) จาก 8 ทิศทางเหลือเพียงแค่ 5 ทิศทาง เพราะ สอดคล้องกับการทำท่า ลังค์ ในการตีแบดมินตัน และตรงกับวัตถุประสงค์ของการทดลองในการเคลื่อนตัวที่สัมพันธ์กับการฝึก Co-Contraction ในนักกีฬาแบดมินตันชาย อายุ 18-25 ปี จำนวน 24 คน ทำการแบ่งกลุ่มโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากค่าดัชนีการทรงตัวในทุกทิศทาง (OSI) เพราะเป็นผลรวมของการทรงตัวในทุกๆด้าน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง (ได้รับการฝึกเสริม แบบโคคอนแทรคชั่น) ทดสอบค่าดัชนีการทรงตัวในทุกทิศทาง (OSI), ดัชนีการทรงตัวในแนวหน้าหลัง (API) และ ดัชนีการทรงตัวในแนวซ้ายขวา (MLI) โดยใช้เครื่อง Biodex Balance System (Bio Sway) ก่อนและหลังการฝึกเสริม 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ทำการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของดัชนีดังกล่าว ก่อนและหลังการฝึกโดยใช้ค่าที (Dependent t-test, repeated measure) และระหว่างกลุ่ม โดยใช้ค่าทีอิสระ (Independent t-test) โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05ผลการวิจัย กลุ่มทดลองพบการลดลงของดัชนีการทรงตัวหลังการฝึก และมีค่าดัชนีการทรงตัวหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมทั้ง 3 ตัวแปร อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทรงตัวเพิ่มมากขึ้น และวิธีนี้สามารถนำมาใช้พัฒนาความสามารถในการทรงตัวของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกันกลุ่มควบคุมที่มีการฝึกการเล่นแบบปกติไม่พบการเปลี่ยนแปลงของดัชนีการทรงตัวในทุกรูปแบบสรุปผลการวิจัย การฝึกเสริมแบบโคคอนแทรคชั่นขณะยืนขาเดียว โดยดัดแปลงรูปแบบจากสตาร์เอกเคอร์ชั่น ในนักกีฬาแบดมินตันชาย อายุ 18-25 ปี 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สามารถพัฒนาความสามารถในการทรงตัวทั้งการทรงตัวในทุกทิศทาง ในแนวหน้าหลังและแนวซ้ายขวาได้ |