|
ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกันและยาต้านการแข็งตัวของเลือด 3 ชนิดร่วมกันในผู้ป่วย atrial fibrillation ที่มีการทำหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวนและใส่ขดลวดค้ำยันในจังหวัดพิษณุโลก |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | 1. ดวงกมล พูลพันธ์ 2. ปัทมวรรณ โกสุมา 3. องค์การ คมสัน 4. กฤษฎา มีมุข |
| Title | ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกันและยาต้านการแข็งตัวของเลือด 3 ชนิดร่วมกันในผู้ป่วย atrial fibrillation ที่มีการทำหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวนและใส่ขดลวดค้ำยันในจังหวัดพิษณุโลก |
| Publisher | คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| Publication Year | 2561 |
| Journal Title | วารสารเภสัชกรรมไทย |
| Journal Vol. | 10 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 161-173 |
| Keyword | โรคหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ, ยาต้านเกล็ดเลือด, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด, การทำหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน |
| URL Website | http://tjpp.pharmacy.psu.ac.th |
| Website title | Thai Journal of Pharmacy Practice |
| ISSN | 1906-5574 |
| Abstract | วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความปลอดภัยของการเกิดภาวะเลือดออก และศึกษาอุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดสมอง (Major adverse cardiac and cerebrovascular events หรือ MACCE) ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) ที่ได้รับการทำหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนารีย์ผ่านสายสวน (percutaneous coronary intervention หรือ PCI) และใส่ขดลวดค้ำยันที่ได้รับยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกัน (dual antiplatelet หรือ DAPT) และยาต้านการแข็งตัวของเลือด 3 ชนิดร่วมกัน (triple antithrombotic therapy หรือ TT) วิธีการ: เป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังและติดตามผู้ป่วยไปข้างหน้าเป็นระยะเวลา 1 ปี (retrospective cohort study) การศึกษาเก็บข้อมูลตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2558 ในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร การศึกษาเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเก็บข้อมูลอื่นที่ไม่มีในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากเวชระเบียนผู้ป่วยนอกและหรือผู้ป่วยในร่วมด้วย ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 232 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม DAPT คือได้ยา aspirin ร่วมกับ clopidogrel จำนวน 127 คน และกลุ่ม TT ซึ่งได้ยา aspirin, clopidogrel และ warfarin ร่วมกันจำนวน 105 คน ตัวแปรผลลัพธ์ คือ การเกิดภาวะเลือดออกทั้งหมด การเกิดภาวะเลือดออกชนิดรุนแรงและไม่รุนแรง และ MACCE ผลการวิจัย: การเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงพบในผู้ป่วย 4 ราย (ร้อยละ 3.15) และ 12 ราย (ร้อยละ 11.43) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแบบ DAPT และ TT ตามลำดับ (P=0.013) และผลรวมการเกิดภาวะเกิดเลือดออกทั้งหมดพบ 4 ราย (ร้อยละ 3.15) และ 21 ราย (ร้อยละ 20) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแบบ DAPT และ TT ตามลำดับ (P<0.001) ผลรวมของการเกิด MACCE ทั้งหมดพบ 57 ราย (ร้อยละ 44.88) และ 30 ราย (ร้อยละ 28.57) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแบบ DAPT และ TT ตามลำดับ (P=0.011) ส่วนผลรวมของการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงและผลรวมการเกิด MACCE ทั้งหมด (net clinical outcome หรือ NACE) พบ 61 ราย (ร้อยละ 48.03) และ 42 ราย (ร้อยละ 40) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแบบ DAPT และ TT ตามลำดับ (P=0.220) สรุป: การได้รับยาในกลุ่ม TT เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออก แต่มีผลลดการเกิด MACCE ได้เมื่อเทียบกับกลุ่ม DAPT นอกจากนี้ กลุ่ม TT เกิด NACE น้อยกว่ากลุ่ม DAPT แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการได้รับยาแบบ TT จึงน่าจะมีประโยชน์ในผู้ปวย AF ที่ทำ PCI และใส่ขดลวดค้ำยัน ทั้งนี้อาจต้องมีการเฝ้าระวังการเกิดภาวะเลือดออกและพิจารณาปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการใช้ยาร่วมด้วย |