|
การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและ เพื่อผลการดำเนินงานของเกษตรกรสินค้าเกษตรใบเตยหอม |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์ |
| Title | การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและ เพื่อผลการดำเนินงานของเกษตรกรสินค้าเกษตรใบเตยหอม |
| Contributor | ปิยมาส กล้าแข็ง, อนุช นามภิญโญ, ศรีศรินทร์ นรเศรษฐโสภณ |
| Publisher | Southeast Bangkok University |
| Publication Year | 2566 |
| Journal Title | วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก(สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) |
| Journal Vol. | 9 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 15-30 |
| Keyword | การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน, ความได้เปรียบทางการแข่งขัน, ผลการดำเนินงานของเกษตรกร |
| URL Website | https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/issue/view/17533 |
| Website title | วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก(สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) |
| ISSN | 26976595 |
| Abstract | การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ 1) ความสามารถด้านทรัพยากรที่ส่งผลต่อการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 2) การสร้างมูลค่าเพิ่มที่ส่งผลต่อการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 3) การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน 4) การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของเกษตรกร 5) ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของเกษตรกร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้ปลูกใบเตยหอม จำนวน 300 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถด้านทรัพยากรมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 2) การสร้างมูลค่าเพิ่มมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 3) การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน 4) การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของเกษตรกร 5) ความได้เปรียบทางการแข่งขัน มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของเกษตรกร โดยพบว่า โมเดลตามสมมติฐานมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดีหรือโมเดลมีความเที่ยงตรงสูง พิจารณาได้จากค่า chi-square = 93.64 ระดับความมีนัยสำคัญ(p-value) =0.07 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืนเชิงสัมพัทธ์ (CFI) = 1.00 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืน (GFI) = 0.97 ค่าดัชนีวัดความกลมกลืน (AGFI) = 0.94 และค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองของการประมาณค่า (RMSEA) = 0.03 ประโยชน์จากการวิจัยนี้สามารถนำผลการศึกษาไปใช้ในการบริหารจัดการเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จำเป็นต้องปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้เติบโตอย่างมั่นคงและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นกับองค์กรต่อไป |