|
การพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | 1. สุกิจ พูนศรีเกษม 2. สุขสมัย สุทธิบดี |
| Title | การพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง |
| Publisher | สมาคมปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง |
| Publication Year | 2559 |
| Journal Title | วารสารดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ |
| Journal Vol. | 6 |
| Journal No. | พิเศษ (มกราคม) |
| Page no. | 52-65 |
| Keyword | กระบวนพิจารณาคดีอาญา, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, Criminal Trial Procedure, Person Holding Political Position |
| ISSN | 2229-1148 |
| Abstract | การศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปรียบเทียบกับกระบวนการพิจารณาคดีอาญาทั่วไปของศาลยุติธรรมและกระบวนการพิจารณาคดีของ ศาลต่างประเทศโดยวิธีค้นคว้าข้อมูลการวิจัยเอกสารจากตำรา บทความของนักวิชาการและข้อมูลการวิจัย คุณภาพผ่านเทคนิควิธีการวิจัยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกประกอบด้วยผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ นักวิชาการ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จากการศึกษา พบว่า การพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา หากคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ไม่ว่าอัยการ หรือทนายความ สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยกำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาให้เสร็จสิ้น ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา การให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญมีอำนาจชี้มูลความผิดเป็นการไม่สมควร ควรให้อำนาจเพียงแสดงความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือ สั่งไม่ฟ้องไปยังอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา และคำสั่งของอัยการสูงสุดให้ถือเป็นที่สุด หากคู่ความไม่พอใจ คำสั่งของอัยการสูงสุด ควรให้สิทธิแก่คู่ความนำคดีไปฟ้องต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้ด้วยตนเองและไม่ควรให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจ ฟ้องคดีด้วยตนเอง นอกจากนี้ ปัญหาองค์คณะในการพิจารณาคดีควรเพิ่มเป็น 15 คน และไม่ควรตัดสินคดีด้วยเสียงข้าง มาก เช่น องค์คณะออกเสียง 5 กับ 4 ควรตัดสินชี้ขาดโดยใช้เสียงสองในสาม เป็นการอำนวยความยุติธรรม ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างแท้จริงอันเป็นไปตามหลักนิติธรรม (The Rule of Law) และเป็นการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองได้อย่างยั่งยืน |