|
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยตลาดวิชา |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | อัญชลี วิมลศิลป์ |
| Title | การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยตลาดวิชา |
| Publisher | สมาคมปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง |
| Publication Year | 2559 |
| Journal Title | วารสารดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ |
| Journal Vol. | 6 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 31-45 |
| Keyword | การเรียนการสอนผ่านเว็บ, ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง, มหาวิทยาลัยตลาดวิชา, Web-Based Instruction (WBI), Constructivist Theory, Open Admission University |
| ISSN | 2229-1148 |
| Abstract | การศึกษาแบบตลาดวิชาเป็นการจัดระบบการศึกษาแบบเปิดรูปแบบหนึ่ง ที่เปิดรับนักศึกษาไม่จำกัด จำนวน เน้นการศึกษาด้วยตนเอง มีการจัดการเรียนการสอนเป็น 2 แบบ คือ จัดการเรียนการสอนแบบมี ชั้นเรียน ซึ่งทางสถาบันจะจัดเตรียมห้องเรียนไว้ให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่เตรียมสำหรับ รองรับนักศึกษาที่มีจำนวนมาก และแบบที่ 2 คือ จัดการเรียนทางไกล ผู้เรียนจะเรียนจากตำรา และสื่อต่างๆ ที่สถาบันจัดเตรียมไว้ให้ โดยการศึกษาด้วยตนเอง ดังเช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยตลาด วิชาแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเป็นบทความที่นำเสนอผลของการพัฒนาการออกแบบรูปแบบการเรียนการ สอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ตลาดวิชา โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้าง ความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยตลาดวิชา และประเมินรูปแบบ การเรียนการสอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยตลาดวิชา ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนการสอนผ่านเว็บตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเพื่อ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยตลาดวิชา ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ปัญหาและความจำเป็น (2) เป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (3) เนื้อหา (4) ผู้เรียน (5) ภาระงาน (6) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (7) วิธีจัดการเรียนรู้ (8) การปฏิสัมพันธ์ และ (9) การประเมินผล และได้รับการ รับรองความเหมาะสมของรูปแบบดังกล่าวอยู่ในระดับมากที่สุด จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ท่าน คิดเป็น ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.68 |