ประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารโดยแบคทีเรียกรดแลกทิกจากลูกแป้งข้าวหมาก
รหัสดีโอไอ
Creator อรุณ ชาญชัยเชาว์วิวัฒน์
Title ประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารโดยแบคทีเรียกรดแลกทิกจากลูกแป้งข้าวหมาก
Contributor อัฐวิทย์ อุเทนสุต
Publisher หน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Publication Year 2556
Journal Title วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ (JSTEL)
Journal Vol. 4
Journal No. 2
Page no. 124-131
Keyword Pediococcus pentosaceus, แบคทีเรียกรดแลกทิก, แบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร, เพปซิน, น้ำดี
URL Website http://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/index
Website title วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้
ISSN 1906-9790
Abstract การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบคทีเรียกรดแลกทิก Pediococcus pentosaceus AUB1 ATB1 SRB1 และ LBB1 ที่แยกได้จากลูกแป้งข้าวหมากในการยับยั้งเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร คือ Escherichia coli Staphylococcus aureus Salmonella typhi Shigella flexneri Shigella boydii และ Shigella sonnei ที่ภาวะค่าความเป็นกรดเบส และอุณหภูมิแตกต่างกัน ทดสอบประสิทธิภาพโดยวิธี well test และตรวจสอบการอยู่รอดชีวิตของแบคทีเรียกรดแลกทิกที่ภาวะเลียนแบบระบบย่อยอาหารด้วยวิธี viable cell count ผลการทดลองพบว่า ค่าความเป็นกรดเบสและอุณหภูมิมีผลต่อประ-สิทธิภาพการยับยั้งของ Pediococcus pentosaceus โดยที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสและค่าความเป็นกรดเบส 5.0 และ 7.0 ให้ผลการยั้บยั้งในภาพรวมดีที่สุด ซึ่งที่ภาวะนี้สายพันธุ์แบคทีเรียกรดแลกทิก AUB1 ATB1 SRB1 และ LBB1 สามารถยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารได้ 5 ชนิด ยกเว้น Staphylococcus aureus และเมื่อทดสอบความสามารถในการอยู่รอด-ชีวิตของ P. pentosaceus ทั้ง 4 สายพันธุ์ พบว่า ไม่สามารถทนต่อภาวะที่มีเอนไซม์เพปซินเข้มข้น 3.0 mg/mL ที่ภาวะความเป็นกรดเบส 3.0 และ 2.5 และภาวะมีน้ำดีร้อยละ 1.07.0 ที่ค่าความเป็นกรดเบส 8.0 มีผลทำลาย Pediococcus pentosaceus
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ