|
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ยุพิน มงคลไทร |
| Title | การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น |
| Publisher | บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ |
| Publication Year | 2558 |
| Journal Title | วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์ |
| Journal Vol. | 10 |
| Journal No. | 30 |
| Page no. | 113-126 |
| Keyword | รูปแบบ, การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์, ความสามารถในการแก้ปัญหา |
| ISSN | 2408-1647 |
| Abstract | การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น แหล่งข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบจำนวน 5 คน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาผลทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบการแก้ปัญหา กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนวัดบางแก้ว(บางแก้วพิทยาคม) สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 จำนวน 15 คนได้จากการเลือกสุ่มแบบกลุ่มเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังเครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 12 แผน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น มีองค์ประกอบสำคัญคือ 1. หลักการ 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการของรูปแบบ มี 6 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นระบุปัญหา ขั้นวางแผน ขั้นแสวงหาสารสนเทศ/รวบรวมข้อมูล ขั้นสร้างองค์ความรู้ ขั้นสื่อสารความรู้ ขั้นเรียนรู้สู่สังคม และ4. การประเมินผล รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบแก้ปัญหามีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.36) 2. นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบการแก้ปัญหามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 |