|
การประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของชุมชนในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย Jarman Underprivileged Area Score (UPA8) |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | นิสาพร วัฒนศัพท์และดารุณี สมศรี |
| Title | การประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของชุมชนในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ด้วย Jarman Underprivileged Area Score (UPA8) |
| Publisher | คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Publication Year | 2560 |
| Journal Title | วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร |
| Journal Vol. | 13 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 143 |
| Keyword | ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เขื่อนสิริกิติ์ Jarman Underprivileged Area Score |
| ISSN | 1686-9192 |
| Abstract | บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของชุมชนในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณที่มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล 3 ชุมชนรอบเขื่อนสิริกิติ์ ได้แก่ 1) ชุมชนบ้านผาเต่าบำรุง 2) ชุมชนบ้านซำบ้อ และ 3) ชุมชนบ้านห้วยไคร้ รวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 312 ครัวเรือน และใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกที่ใช้แนวคำถามเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำของ 3 ชุมชน วิธีวิจัยเชิงปริมาณใช้เพื่อประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารและพลังงานด้วยดัชนีความด้อยโอกาสในการใช้ทรัพยากร ได้แก่ Jarman Underprivileged Area Score โดยมีตัวชี้วัดในการประเมินสถานะความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของชุมชนในพื้นที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่กำหนดไว้ 3 มิติ ได้แก่ 1.การมีเพียงพอ (Availability) 2.การเข้าถึง (Access) และ 3.การใช้ประโยชน์ (Utilization) โดยนำตัวชี้วัดทั้ง 3 มาสร้างเป็นดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security Index) ของชุมชน ส่วนวิธีวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำชุมชนของทั้ง 3 ชุมชนที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่าหมู่บ้านที่มีความมั่นคงทางอาหารและพลังงานมากที่สุดคือหมู่บ้านห้วยไคร้ (Food and Energy Security Index = 1.93) รองลงมาคือ หมู่บ้านซำบ้อ (Food and Energy Security Index = 1.97) และหมู่บ้านที่มีความมั่นคงทางอาหารน้อยที่สุดคือ หมู่บ้านผาเต่าบำรุง (Food and Energy Security Index = 2.25) ตามลำดับ เหตุผลที่บ้านผาเต่าบำรุงมีความมั่นคงทางอาหารและพลังงานน้อยกว่าอีก 2 หมู่บ้านคือ 1)ครัวเรือนในบ้านผาเต่าบำรุงมีที่ดินทำกินแปลงขนาดเล็ก (น้อยกว่า 5 ไร่ต่อครัวเรือน) ทำให้มีผลต่อรายได้ที่เป็นเงินสดจากการขายพืชผลทางการเกษตรที่เพาะปลูก 2) ส่วนครัวเรือนที่มีที่ดินน้อยหรือไม่มีที่ดินต้องไปรับจ้างครัวเรือนที่มีที่ดินมากกว่าแต่ขาดแคลนแรงงาน จึงจะทำให้มีรายได้ที่เป็นเงินสดหมุนเวียนใช้ซื้ออาหารและพลังงานทั้งปี ประกอบกับหมู่บ้านผาเต่าบำรุงไม่มีป่าชุมชน ทำให้ไม่มีแหล่งอาหารทางธรรมชาติและแหล่งวัตถุดิบสำหรับเผาถ่านไว้ใช้ในครัวเรือนทำให้ต้องเสียเงินในการซื้ออาหารและพลังงาน การไม่มีการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อสร้างแหล่งอาหารและน้ำดื่ม เช่น แปลงปลูกผักของคนในชุมชน หรือโรงงานผลิตน้ำดื่มของคนในชุมชน ทำให้ครัวเรือนในหมู่บ้านผาเต่าบำรุงมีต้นทุนในการซื้ออาหารและพลังงานมากกว่าอีก 2 หมู่บ้าน |