|
การศึกษาแบบย้อนหลังเปรียบเทียบความปลอดภัยของยา Dabigatran และ Rivaroxaban ในการใช้จริงในประชากรไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | วรัญสรณ์ กรินทราทันต์ |
| Title | การศึกษาแบบย้อนหลังเปรียบเทียบความปลอดภัยของยา Dabigatran และ Rivaroxaban ในการใช้จริงในประชากรไทย |
| Contributor | วรรณพร โรจนปัญญา, ณัฏฐ์ณิชา พงศ์บางลี่ |
| Publisher | Nakornping Hospital |
| Publication Year | 2569 |
| Journal Title | Journal of Nakornping Hospital |
| Journal Vol. | 17 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 134-146 |
| Keyword | ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปัจจัยการแข็งตัวของเลือดโดยตรง, เลือดออก, dabigatran, rivaroxaban |
| URL Website | https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnkp |
| Website title | https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnkp/article/view/281325 |
| ISSN | 2697-4207 |
| Abstract | บทนำ: ปัจจุบันยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปัจจัยการแข็งตัวของเลือดโดยตรง (direct oral anticoagulants หรือ DOACs) ตัวอย่างเช่น rivaroxaban และ dabigatran ถูกนำมาใช้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation และรักษาภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือดดำ แต่ข้อมูลเปรียบเทียบความปลอดภัยระหว่างยาในกลุ่ม DOACs ในประชากรไทยยังมีจำกัดวัตถุประสงค์: เปรียบเทียบอัตราการมีภาวะเลือดออกของการใช้ยา dabigatran กับ rivaroxaban ในการใช้จริงในประชากรไทยวิธีการศึกษา: การศึกษาแบบเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง (Retrospective cohort study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น atrial fibrillation หรือ venous thromboembolism อายุมากกว่า 18 ปี ที่ได้รับ dabigatran หรือ rivaroxaban ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยการเก็บข้อมูลจากระบบเวชระเบียน ระหว่าง 1 มกราคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2566 ศึกษาข้อมูลลักษณะพื้นฐาน อุบัติการณ์เลือดออก และการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันผลการศึกษา: ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ จำนวน 294 คน อายุเฉลี่ย 70.5 ± 10.2 ปี เพศชายร้อยละ 51 ค่ากลางของระยะเวลาการติดตามผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มเป็น 17.5 เดือน (IQR, 11 – 31 เดือน) พบว่า มีการใช้ dabigatran ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า rivaroxaban (ร้อยละ 55.0 vs. 16.4, p < 0.001) และ มีการใช้ rivaroxaban ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวมากกว่า dabigatran (ร้อยละ 23.1 vs. 13.1, p = 0.025). ผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้ dabigatran มีคะแนน HAS-BLED และ CHA2DS2-VASc สูงกว่ากลุ่มที่ใช้ rivaroxaban (1.9 vs. 1.5, p < 0.001, and 3.8 vs 3.2, p = 0.001) อุบัติการณ์ของเลือดออกชนิดรุนแรงและชนิดที่ไม่รุนแรงแต่มีความเกี่ยวข้องทางคลินิกของกลุ่มที่ใช้ rivaroxaban เป็น 3.34 รายต่อร้อยคน-ปี กลุ่มที่ใช้ dabigatran เป็น 3.86 รายต่อร้อยคน-ปี (HR 1.15, 95% CI: 0.44 - 3.04, p = 0.774) และไม่พบเลือดออกในสมองในทั้งสองกลุ่มสรุป: การศึกษานี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการเลือดออกทั้งชนิดรุนแรงและไม่รุนแรงแต่มีความเกี่ยวข้องทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่ใช้ dabigatran กับ rivaroxaban การศึกษาไปข้างหน้าอาจจำเป็นต้องมีเพื่อยืนยันผลและการนำไปใช้ทางคลินิก |