|
สถานะทางกฎหมายของผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | ปาริฉัตร แก้วกอง |
| Title | สถานะทางกฎหมายของผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ |
| Contributor | จิตรดารมย์ รัตนวุฒิ, นพดล ทัดระเบียบ |
| Publisher | คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี |
| Publication Year | 2568 |
| Journal Title | วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร |
| Journal Vol. | 8 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 96-108 |
| Keyword | สถานะทางกฎหมาย, สิทธิครอบครอง, ที่ดิน, พื้นที่กันชน |
| URL Website | https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/index |
| Website title | https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/index |
| ISSN | 2985-248X |
| Abstract | บทนำ การจัดตั้งพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อเป็นการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการลดผลกระทบหรือความรุนแรงจากการกระทำของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์วัตถุประสงค์การศึกษา: 1) ศึกษาแนวคิด ความหมาย ความเป็นมาเกี่ยวกับพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ที่ดินที่เป็นพื้นที่ กันชน 2) ศึกษาสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่กันชนเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ 3) ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่กันชนในประเทศไทยกับต่างประเทศ 4) เสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ในพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์โดยชอบด้วยกฎหมาย วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาวิจัยเอกสาร จากเอกสาร ตำรากฎหมาย วารสาร หนังสือ และบทความทางวิชาการทั้งในประเทศ และต่างประเทศเกี่ยวข้องกับพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อให้ทราบถึงสถานะพื้นที่ กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์ และได้มาซึ่งแนวทางการใช้ประโยชน์ในพื้นที่กันชนรอบเขตป่าอนุรักษ์โดยชอบด้วยกฎหมาย ผลการศึกษา: การนำที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ติดหรือรอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เช่น ที่ราชพัสดุ ที่ดินปฏิรูป ที่สาธารณประโยชน์ ที่ป่า ที่รกร้างว่างเปล่า เป็นต้น มาจัดตั้งเป็นพื้นที่กันชนต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานะที่ดินเป็นพื้นที่กันชนเพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนระหว่างพื้นที่กันชนกับที่ดินของรัฐ ส่วนที่ดินของเอกชนที่นำมาเป็นพื้นที่กันชนต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเอกชน และมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าชดเชยให้ประชาชน เอกชนยังคงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในพื้นที่กันชนต่อไปได้ ซึ่งที่ดินมีสถานะเป็นของเอกชน ส่วนกรณีสิทธิของประชาชนในที่ดินพื้นที่กันชน ประชาชน ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของรัฐที่นำมาจัดตั้งเป็นพื้นที่กันชน แต่ประชาชนมีสิทธิครอบครอง มีสิทธิอยู่อาศัย ทำกิน และใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีสิทธิหวงกั้น ขัดขวาง และยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวในที่ดินได้ แต่จะยกเป็นข้อต่อสู้กับหน่วยงานรัฐไม่ได้ ประชาชนไม่เสียสิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินเดิมที่เคยทำประโยชน์มาก่อนนำมาจัดตั้งเป็นพื้นที่กันชน จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1) ให้ภาครัฐกำหนดแนวทางในการจัดตั้งพื้นที่กันชน รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่กันชน โดยตั้งคณะกรรมการบริหารพื้นที่กันชน ตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล กล่าวคือ จัดทำแผนจัดการพื้นที่กันชน พร้อมทั้งระบุถึงมาตรการและ การบริหารจัดการพื้นที่กันชน โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่กันชน และนำเสนอแผนเพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เมื่อได้รับอนุญาตให้จัดตั้งพื้นที่กันชนแล้ว กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารพื้นที่กันชนเพื่อผู้ควบคุมพื้นที่กันชน และมีหน้าที่ดำเนินการตาม การดำเนินงาน และการบำรุงรักษาพื้นที่กันชน 2) ให้ภาครัฐกำหนดให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่รับรองสิทธิครอบครองในพื้นที่กันชนให้สิทธิประชาชนอยู่อาศัย ทำกินในที่ดินได้ โดยห้ามซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ให้ยืม หรือโอนการครอบครองให้บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น เป็นมาตรการสำคัญที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิประโยชน์ในพื้นที่กันชน โดยเทียบเคียงกับมาตรการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 สรุป: สถานะทางกฎหมายของพื้นที่กันชน มีทั้งที่ดินของรัฐและที่ดินของเอกชนที่สามารถนำมาจัดตั้งเป็นพื้นที่กันชน โดยประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ของรัฐ แต่มีสิทธิครอบครอง อยู่อาศัย ทำกิน และใช้ประโยชน์ในที่ดิน |