การพัฒนานักสื่อสารสันติภาพในการสื่อสารเชิงสันติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทางศาสนาในจังหวัดจันทบุรี
รหัสดีโอไอ
Creator ศิรวัฒน์ ครองบุญ
Title การพัฒนานักสื่อสารสันติภาพในการสื่อสารเชิงสันติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทางศาสนาในจังหวัดจันทบุรี
Contributor วารีญา ม่วงเกลี้ยง, พระครูสุจิตกิตติวัฒน์
Publisher คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
Publication Year 2568
Journal Title วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร
Journal Vol. 8
Journal No. 2
Page no. 1-14
Keyword นักสื่อสารสันติภาพ, การสื่อสารเชิงสันติ, การสร้างความปรองดองสมานฉันท์
URL Website https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/index
Website title https://so02.tci-thaijo.org/index.php/ISSC/index
ISSN 2985-248X
Abstract บทนำ: การพัฒนานักสื่อสารสันติภาพระหว่างศาสนา โดยอาศัยหลักคำสอนทางศาสนายังมีข้อจำกัดด้านภาคีเครือข่ายการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารเชิงสันติของผู้นำทางศาสนาในจังหวัดจันทบุรี 2) เพื่อพัฒนานักสื่อสารสันติภาพในการสื่อสารเชิงสันติทางศาสนา ในจังหวัดจันทบุรี 3) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการสื่อสารเชิงสันติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทางศาสนา ในจังหวัดจันทบุรี การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ในกลุ่มทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการ โดยผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 12 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ กับผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสันติภาพ จำนวน 9 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการสื่อสารเชิงสันติของผู้นำทางศาสนา ในจังหวัดจันทบุรี พบว่า ผู้นำทางศาสนา มีการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โน้มน้าวจูงใจคนในชุมชนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมภายในชุมชนที่จะต้องให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางศาสนา เพราะเป็นรากฐานของสังคม ผู้นำทางศาสนา มีการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่างคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน มีการสื่อสารด้วยสติและปัญญา มุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคมเป็นที่ตั้ง ผู้นำทางศาสนา มีการแก้ไขปัญหาความรุนแรงตามแนวทางสมานฉันท์ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงวิธีการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยสันติวิธี สร้างสันติสุข และความมั่นคงให้กับชุมชน 2. พัฒนานักสื่อสารสันติภาพในการสื่อสารเชิงสันติทางศาสนา ในจังหวัดจันทบุรี พบว่า ผู้นำทางศาสนา มีการอบรม พัฒนาตนเอง มีการนำหลักคำสอนทางศาสนาไปเผยแผ่ทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ มีภาคีเครือข่ายการประสานงาน การช่วยเหลือด้านสาธารณะสงเคราะห์ร่วมกัน หลักคำสอนและบทบัญญัติของศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม มุ่งสอนให้ศาสนิกชนมีสันติสุข มีความรัก ความเมตตา ความสามัคคี ความเอื้ออาทร 3. เสริมสร้างเครือข่ายการสื่อสารเชิงสันติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ทางศาสนา ในจังหวัดจันทบุรี พบว่า ศาสนาพุทธ: มีการเคารพสิทธิเสรีภาพ มีวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างการการสื่อสาร มีกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชน มีการสอนให้รู้จักความทุกข์ที่มีจิตเป็นอิสระ ศาสนาคริสต์: มีการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม คือ การที่คนในชุมชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรม และให้ความสำคัญกับความรัก ความสามัคคี เป็นคุณธรรมที่จะหล่อหลอมคนในชุมชนให้เป็นคนมีจิตใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนาคริสต์ สอนเรื่องของความรัก ความเมตตา และให้ความสำคัญกับสันติสุข คือ พระพรอันยิ่งใหญ่ ศาสนาอิสลาม: มีการเสริมสร้างเครือข่ายการสื่อสารเชิงสันติ โดยสอนให้มีการดำเนินชีวิตที่เลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคม ปฏิบัติตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก มีการส่งเสริมความยุติธรรม ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น ได้องค์ความรู้ คือ ความรัก ความเมตตา คุณธรรม จริยธรรม ความสามัคคี ความเสมอภาค และสันติภาพ
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ