|
ประสิทธิผลของโปรแกรม "STOP TB" ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรม การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยวัณโรคปอด |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | จันจิรา อาสมาน |
| Title | ประสิทธิผลของโปรแกรม "STOP TB" ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรม การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยวัณโรคปอด |
| Contributor | ณัฐกฤตา ศิริโสภณ, |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2563 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 46 |
| Journal No. | 4 |
| Page no. | 451-461 |
| Keyword | โปรแกรม "STOP TB", แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, การแพร่กระจายเชื้อ, พฤติกรรมการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ, ผู้ป่วยวัณโรคปอด |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม "STOP TB" ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยวัณโรคปอด เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 ที่สถาบันโรคทรวงอก จังหวัดนนทบุรี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างมีระบบ ในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ที่มารับสุขศึกษาเริ่มยารักษาวัณโรค ที่ห้องสุขศึกษา จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 20 คน ในกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการให้สุขศึกษาตามวิธีการปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม "STOP TB" ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เป็นรายบุคคล ประกอบสื่อ ได้แก่ ภาพพลิก วีดิทัศน์ และสมุดสุขภาพ ที่มีเนื้อหาในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัณโรคปอด และวิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด ร่วมกับการสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง ในการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการโทรศัพท์ติดตามและกระตุ้นเตือนผู้ป่วยเป็นระยะ ระหว่างที่ทำการรักษาในระยะเข้มข้น 2 เดือน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Dependent - Sample t-test และ Independent - Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง 1) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด และพฤติกรรมการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด และพฤติกรรมการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอด สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 |