|
ผลกระทบต่อสุขภาพของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการใช้สารเคมี ทำลายยุงพาหะนำโรคไข้เลือดออก ในพื้นที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดราชบุรี |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | จอมสุดา อินทรกุล |
| Title | ผลกระทบต่อสุขภาพของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการใช้สารเคมี ทำลายยุงพาหะนำโรคไข้เลือดออก ในพื้นที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดราชบุรี |
| Contributor | ไกรชาติ ตันตระการอาภา, พงษ์ธร ชาติพิทักษ์, ปัญจพร อินบำรุง, พรพิมล ประดิษฐ์, เอกพงษ์ ณ น่าน |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2561 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 44 |
| Journal No. | 1 |
| Page no. | 77-91 |
| Keyword | การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ, การใช้สารเคมี,โรคไข้เลือดออก, การควบคุมยุงพาหะ |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 1685-6481 |
| Abstract | โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่สำคัญด้านสาธารณสุข การป้องกันควบคุมโรคเป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการดำเนินงานควบคุมโรคในพื้นที่มากขึ้น ทำให้มีการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 90.0 ส่งผลให้ผู้พ่นสัมผัสกับสารเคมี เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการใช้สารเคมีและ การป้องกันตนเอง และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการศึกษาแบบ cross-sectional survey research สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานพ่นสารเคมีทำลายยุงพาหะนำโรคไข้เลือดออกในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 602 คน ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดราชบุรี เก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ด้วยค่าสถิติ Pearson correlation ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 95.7 อายุเฉลี่ย 41.6 ปี ปฏิบัติงานควบคุมไข้เลือดออกเฉลี่ย 5.4 ปี ผ่านการอบรม ร้อยละ 50.2 สารเคมีที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ deltamethrin ร้อยละ 82.9 ผสมสารในอัตราส่วนที่กำหนด ร้อยละ 46.6 พ่นสารเคมีติดต่อกันมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อ 1 วัน ร้อยละ 31.2 และหยุดพักระหว่างการพ่นน้อยกว่า 30 นาที ร้อยละ 60.3 กลุ่มตัวอย่างมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 47.0 โดยพบว่า ปัจจัยด้านการอบรม ปฏิบัติงานพ่นสารเคมี มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้การปฏิบัติงานพ่นสารเคมี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) คือ ผู้พ่นที่ผ่านการอบรม จะมีความรู้การปฏิบัติงานพ่นสารเคมี กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้สารเคมี และการป้องกันตนเองในระดับดี ร้อยละ 55.1 และพบว่าอายุ ระยะเวลาการฉีดพ่นสารเคมี และการอบรมด้าน การปฏิบัติงานฉีดพ่นสารเคมีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเคมีและการป้องกันตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) แสดงว่า ผู้พ่นที่มีอายุมาก มีระยะเวลาทำงานพ่นเคมีหลายปี จะมีประสบการณ์ในการพ่นมากขึ้น มีพฤติกรรมการใช้สารเคมีและการป้องกันตนเอง รวมทั้งผู้พ่นที่ผ่านการอบรมจะมีพฤติกรรมในการใช้สารเคมีและการป้องกันตนเอง อาการผิดปกติที่พบมากหลังใช้สารเคมีคือ เจ็บคอ/คอแห้ง ร้อยละ 44.0 และพบว่าอายุและระยะเวลาในการฉีดพ่นสารเคมีมีความสัมพันธ์กับการรับรู้อาการเกิดขึ้นหลังจากการพ่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ข้อเสนอแนะ ควรกำกับติดตามการใช้สารเคมีอย่างเคร่งครัด ผู้ที่ทำหน้าที่พ่นเคมีต้องผ่านหลักสูตรการอบรมพ่นสารเคมี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีอุปกรณ์ป้องกันตนเองในการพ่นเคมี รวมทั้งจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี และควรจัดให้มีระบบเฝ้าระวังสุขภาพสำหรับผู้พ่นสารเคมี เพื่อลดความรุนแรงจากการได้รับสารเคมี |