ความชุกการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศไทย โดยวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบวัน เวลา สถานที่ และการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบส่งต่อ
รหัสดีโอไอ
Creator ไพโรจน์ จันทรมณี
Title ความชุกการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศไทย โดยวิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบวัน เวลา สถานที่ และการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบส่งต่อ
Contributor สุปิยา จันทรมณี
Publisher สถาบันวิจัย จัดการความรู้ และมาตรฐานการควบคุมโรค
Publication Year 2559
Journal Title วารสารควบคุมโรค
Journal Vol. 42
Journal No. 4
Page no. 269-279
Keyword ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย, อัตราความชุกการติดเชื้อเอชไอวี, วิธีการสุ่มเลือกตัวอย่างแบบวัน เวลา สถานที่, การสุ่มเลือกตัวอย่างแบบส่งต่อ
URL Website https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ
Website title เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค
ISSN 1685-6481
Abstract สำนักระบาดวิทยาได้กำหนดให้ทำการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงและความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีขึ้นในกลุ่มชายรักชาย เนื่องจากมีอัตราความชุกการติดเชื้อ เอชไอวีที่สูง โดยใช้การสุ่มเลือกตัวอย่างด้วยวิธี venue day time sampling (VDTS) แต่พบว่า ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มประชากร ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2557 จึงทำการทดลอง ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ respondent driven sampling (RDS) วัตถุประสงค์การศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาความชุกการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และศึกษาข้อดีข้อด้อยในมุมมองของการดำเนินงานเฝ้าระวังโรคฯ ระหว่างวิธีการ VDTS ในพื้นที่ 3 จังหวัด (กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่) และ RDS ในพื้นที่ 2 จังหวัด (ราชบุรี ชลบุรี) จากกลุ่มตัวอย่าง MSM จำนวน 1,681 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการเฝ้าระวังโรคฯ คือ palmtop assisted self-interview (PASI) พร้อมเก็บตัวอย่างปัสสาวะหาการติดเชื้อ Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae และเก็บสารน้ำในช่องปากหาการติดเชื้อ HIV สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนวิธีการ RDS ใช้การวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม RDS analyst ผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2557 พบว่า อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในภาพรวมเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9.7 (สูงสุดร้อยละ 19.8, ต่ำสุดร้อยละ 1.9) พบการติดเชื้อ Chlamydia trachomatis (CT) มากที่สุดในจังหวัดราชบุรี ร้อยละ 8.4 และพบการติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae (NG) มากที่สุดในจังหวัดราชบุรี ร้อยละ 2.8 รูปแบบการสุ่มตัวอย่างที่ต่างกันระหว่าง VDTS และ RDS ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันแต่ไม่มาก การนำเสนอผลการเฝ้าระวังโรคฯ ของวิธี RDS จะทำให้ทราบลักษณะของเครือข่ายในการแพร่ระบาดของโรค ส่วนการสำรวจของ VDTS จะทำให้เราได้แผนที่การรวมตัวของกลุ่มตัวอย่าง โดย สรุปรูปแบบการสุ่มตัวอย่างแบบ RDS มีความเหมาะสมกับการดำเนินงานเฝ้าระวังโรคฯ ของกลุ่มประชากรที่เข้าถึงได้ยากมากกว่าวิธีการ VDTS แต่ถ้ารู้สถานที่รวมตัวที่ชัดเจนของกลุ่มประชากร วิธีการสุ่มตัวอย่าง VDTS จะมีความคล่องตัวและรวดเร็วกว่า RDS
กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ