|
แหล่งข้อมูลที่อาสาสมัครได้รับและมีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วม โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | เฉวตสรร นามวาท |
| Title | แหล่งข้อมูลที่อาสาสมัครได้รับและมีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วม โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลอง |
| Contributor | นคร เปรมศรี, ศุภชัย ฤกษ์งาม, จิรศักดิ์ คำบุญเรือง, ประยูร กุนาศล, จรณิต แก้วกังวาล, Michael Benenson, Robert Paris |
| Publisher | กองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค |
| Publication Year | 2551 |
| Journal Title | วารสารควบคุมโรค |
| Journal Vol. | 34 |
| Journal No. | 4 |
| Page no. | 497-504 |
| Keyword | วัคซีนทดลองเอดส์, การตัดสินใจร่วมโครงการ, อาสาสมัคร |
| URL Website | https://www.tci-thaijo.org/index.php/DCJ |
| Website title | เว็บไซต์วารสารควบคุมโรค |
| ISSN | 2651-1649 |
| Abstract | การวิจัยวัคซีนป้องกันเอดส์ทดลอง (preventive HIV vaccine candidate) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนับถึงปัจจุบันได้คัดกรองอาสาสมัครจำนวน 16,402 รายในช่วงเดือนกันยายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2548 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และระยอง แหล่งข้อมูลที่ทำให้อาสาสมัครรู้จักโครงการวิจัยและตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยความสมัครใจเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่ง การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากแบบฟอร์มเก็บข้อมูลมาตรฐานของการวิจัย ซึ่งได้บันทึกแหล่งข้อมูลที่ทำให้อาสาสมัครได้รู้จักโครงการวิจัยวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 และแหล่งข้อมูลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมในโครงการวิจัย นับตั้งแต่เริ่มการคัดกรองจนถึงเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2548 ข้อมูลการได้รับสื่อประเภทต่าง ๆ ได้นำมาวิเคราะห์เป็นสัดส่วนในภาพรวมและเปรียบเทียบตามช่วงเวลาการคัดกรองสามช่วง ผลการศึกษาพบว่าแหล่งข้อมูลที่ทำให้อาสาสมัครส่วนใหญ่รู้จักโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 คือ การรู้จากอาสาสมัครรายอื่น ร้อยละ 55.6 รู้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 21.9 เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา การรู้จักโครงการจากอาสาสมัครรายอื่นนั้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.2 เป็นร้อยละ 66.6 (p<0.001) และในทางตรงกันข้าม การรู้จักโครงการฯ จากเจ้าหน้าที่ค้นหาอาสาสมัครลดลงจากร้อยละ 25.6 เป็น 18.9 (p<0.001) ส่วนแหล่งข้อมูลที่มีผลให้ตัดสินใจเข้าเป็นอาสาสมัครในโครงการฯ สัดส่วนสูงที่สุดคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (35.6%) วิดีโอเพื่อการคัดกรอง (26.9%) และอาสาสมัครคนอื่นที่เข้าร่วมในโครงการก่อนแล้ว (22.0%) สรุปผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การบอกต่อ "ปากต่อปาก" ของอาสาสมัคร เป็นการให้ข้อมูลโครงการวิจัยที่ทรงพลังและมีผลต่อการมีอาสาสมัครมาคัดกรองเข้าร่วมโครงการวิจัย |