|
ผลกระทบของการยึดอำนาจการปกครอง ต่อพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และความตั้งใจ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ผลกระทบของการยึดอำนาจการปกครอง ต่อพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และความตั้งใจ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง |
| Creator | ดร.สายใจ หมั่นฝึกพันธ์ |
| Publisher | โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตการพัฒนาการบริหาร มหาวิทยาลัยปทุมธานี |
| Publication Year | 2553 |
| Abstract | การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ (1) บุพปัจจัยของความตั้งใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการยึดอำนาจการปกครอง พ.ศ. 2549 และ (2) ความสัมพันธ์ระหว่างบุพปัจจัยของความตั้งใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังการยึดอำนาจการปกครอง พ.ศ. 2549 โดยใช้ (ก) การวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,200 คน และ (ข) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 30 คน จากผู้ที่ตกเป็นตัวอย่างเชิงปริมาณการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้เทคนิคการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบปกติ (ordinary multiple regression analysis) เทคนิคการวิเคราะห์ถดถอยแบบเชิงชั้น (hierarchical regression analysis) และเทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง (path analysis) สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้โปรแกรม ATLAS.ti ในการสร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ผลการวิเคราะห์พบว่า (1) การตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 กลุ่มตัวอย่างพิจารณาจากนโยบายหรือผลงานของพรรคการเมืองมากที่สุด และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป ก็ให้ความ สำคัญกับนโยบายหรือผลงานของพรรคการเมืองมากที่สุดเช่นกัน โดยความตั้งใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นอยู่กับเพศ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจากการยึดอำนาจการปกครอง ค่านิยมประชาธิปไตยและพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (2) กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยทั่วไปมากกว่ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีบทบาทจริงจัง ซึ่งพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งขึ้นอยู่กับเพศ อายุ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจากการยึดอำนาจการปกครอง และค่านิยมประชาธิปไตยของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (3) กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญกับค่านิยมประชาธิปไตยด้านกฎหมายและสิทธิส่วนบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือค่านิยมประชาธิปไตยด้านอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับค่านิยมประชาธิปไตยด้านกฎหมาย สรุปว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย ยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช้กฎหมู่ เพื่อรักษาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับค่านิยมประชาธิปไตยด้านสิทธิส่วนบุคคล สรุปว่า ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยค่านิยมประชาธิปไตยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งขึ้นอยู่กับอายุ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม และผลกระทบจากการยึดอำนาจการปกครอง(4) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 83.8 ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจการปกครอง เพราะการยึดอำนาจไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เราเป็นประเทศประชาธิปไตย ต้องแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการทางรัฐสภาและกฎหมาย ซึ่งการยึดอำนาจครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยได้รับผลกระทบด้านการเมืองมากที่สุด รองลงมาคือ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม ทั้งนี้และทั้งนั้นผลกระทบจากการยึดอำนาจการปกครองมีความสัมพันธ์กับเพศ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม และสถานภาพสมรส สำหรับข้อเสนอแนะ มีดังนี้ (1) รัฐบาลควรมีวาระแห่งชาติในการปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยและวิถีประชาธิปไตยที่ถูกต้องให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน โดยกำหนดให้เป็นความรับผิดชอบในการดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาพัฒนาการเมือง และกรมประชาสัมพันธ์ (2) รัฐบาลควรรณรงค์ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนส่งเสริมค่านิยมประชา- ธิปไตยให้แก่ประชาชน เช่นเดียวกับการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม (3) รัฐบาลควรมีนโยบายทางการศึกษา และจัดให้มีการศึกษาอย่างจริงจังทุกระดับ ชั้นเรียน เกี่ยวกับการเสริมสร้างค่านิยมประชาธิปไตยด้านอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และค่านิยมต่อต้านการยึดอำนาจการปกครอง เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เห็นคุณค่า ความสำคัญ และหวงแหนในอำนาจสูงสุดที่ตนมี และป้องกันไม่ให้มีการกระทำรัฐประหาร เพื่อจะได้ไม่ต้องได้รับผลกระทบเช่นนี้อีก(4) รัฐบาลควรรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน กลุ่มสังคม และองค์การภาคเอกชน ให้มีการต่อต้านการยึดอำนาจการปกครอง(5) พรรคการเมืองควรรณรงค์ให้ประชาชนมีค่านิยมต่อต้านการยึดอำนาจการปกครองอย่างจริงจัง โดยการดำเนินการของสาขาพรรคการเมือง(6) กลุ่มสังคมและองค์การต่างๆ เช่น กลุ่มนักวิชาการและนิสิตนักศึกษาสายนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สภาพัฒนาการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสภาทนายความ ควรรวมกลุ่มกันเพื่อให้เกิดพลังในการผลักดันให้การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 113 อย่างจริงจัง แม้ว่าจะทำการยึดอำนาจสำเร็จหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งกำหนดให้ผู้ยึดอำนาจไม่สามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับความผิดฐานกบฏของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยึดอำนาจอีก (7) รัฐบาลควรมีนโยบายหรือมาตรการที่เอื้ออำนวยให้คนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเสียงที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข(8) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง และสภาสตรีแห่งชาติ ควรส่งเสริมอย่างจริงจังเพื่อให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น โดยการรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง (9) รัฐบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเป็นต้นทุนให้ประชาชนมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมทางการเมือง(10) พรรคการเมืองต้องสร้างผลงานและประกาศแนวนโยบายของพรรคการเมืองให้เป็นที่ชื่นชอบหรือพึงพอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งดีกว่าการหาเสียงเลือกตั้งโดยการโจมตีคู่แข่ง (11) ควรศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเสริมให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจในค่านิยมประชาธิปไตยด้านหลักเสียงข้างมาก และสิทธิของเสียงข้างน้อยซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย |