|
ผลประโยชน์ทับซ้อน มาตรการของรัฐ และปัจจัยเอื้ออำนวย ที่มีผลต่อการคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ผลประโยชน์ทับซ้อน มาตรการของรัฐ และปัจจัยเอื้ออำนวย ที่มีผลต่อการคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
| Creator | ดร.สุนทรี เนียมณรงค์ |
| Publisher | โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตการพัฒนาการบริหาร มหาวิทยาลัยปทุมธานี |
| Publication Year | 2552 |
| Abstract | การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งศึกษาประเด็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อน มาตรการของรัฐ ปัจจัยเอื้ออำนวยที่มีผลต่อการคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีลักษณะอย่างไร และมีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับการคอร์รัปชัน ระเบียบวิธีการวิจัยในการศึกษาใช้การศึกษาทั้งแนวทางเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก เน้นการเก็บข้อมูลเชิงลึก ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิเคราะห์หลายตัวเลือก (multiple response analysis) เทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เพียร์สัน (pearson correlation analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันและใช้โปรแกรมวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงคุณภาพ ATLAS.ti การวิจัยเชิงคุณภาพเน้นการเก็บข้อมูลที่ใช้หลักการของความหลากหลาย (triangulation) และหลักการหลายลักษณะ-หลายวิธี (multitrait - multimethod) ด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้บริหารท้องถิ่น ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนการคลัง หัวหน้าส่วนโยธา เจ้าหน้าที่พัสดุ และเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จำนวนทั้งสิ้น 145 คน และเก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา จำนวน 150 กรณี เป็นข้อมูลระหว่างปี 2542 - 2551 เป็นเหตุการณ์การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรีอุทัยธานี กำแพงเพชร และพิจิตร ผลการศึกษาพบว่าการคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับปฏิบัติการและระดับการบริหาร ผู้กระทำความผิดระดับปฏิบัติการ คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้กระทำความผิดระดับการบริหาร คือ ผู้บริหารท้องถิ่น การกระทำผิดในเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อน พบว่ากระทำในสี่รูปแบบ คือ การเป็น คู่สัญญาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การใช้งบประมาณราชการหาเสียง การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อส่วนตัว และการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อตนเอง มาตรการของรัฐในการป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อนมีจุดอ่อนในเรื่องการห้ามมีส่วนได้เสียของผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่เนื่องจากมีการเลี่ยงกฎหมายด้วยการเชิดผู้อื่นเสมือนเป็นผู้ทำการ และการศึกษาได้พบว่าสาเหตุของการคอร์รัปชันเกิดจากอำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ การควบคุมภายในหละหลวม การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การสมรู้ร่วมคิด และการยอมปฏิบัติตามอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าผู้บริหารท้องถิ่นไม่ให้ความสำคัญกับ "ผู้ตรวจสอบภายใน" ขององค์กร การลงโทษผู้กระทำความผิดโดยผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้มีหน้าที่กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีลักษณะ "ช่วยเหลือกัน" และการสั่งลงโทษของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยความผิดวินัยทางงบประมาณ และการคลัง มีเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น จากกรณีศึกษาจำนวน 150 กรณี นอกจากนั้นมาตรการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษของรัฐมีจุดอ่อนมาก จึงทำให้การคอร์รัปชันยังคงดำรงต่อไป ดังนั้น ในการเยียวยาแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจำเป็นต้องปรับมาตรการการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และต้องร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยควรนำผลการศึกษาครั้งนี้เผยแพร่หรือแถลงการณ์ต่อสาธารณะอย่างทั่วถึง และตรงไปตรงมา |