|
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475-2481 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475-2481 |
| Creator | ชนฐิวัทน์ อุดมศิริพัชร |
| Contributor | ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475, การปฏิวัติทางกฎหมาย, คณะราษฎร, The 1932 Siamese revolution, Legal revolution, The people's party (Khana Ratsadon) |
| Abstract | วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2481 ซึ่งถือเป็นช่วงระยะเวลา 7 ปีแรกที่มีการวางรากฐานของระบอบการปกครองใหม่ การวิจัยมุ่งเน้นศึกษาไปที่กระบวนการยกเลิก ปรับปรุง และตรากฎหมายของคณะราษฎร เพื่อจัดวางโครงสร้างอำนาจรัฐ โครงสร้างทางการเมือง ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกระบวนการยุติธรรมตามหลัก 6 ประการ ตลอดจนวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาวการณ์ที่มีพลวัตและสภาวการณ์ที่หยุดนิ่ง (หรือขาดพลวัต) ของการดำเนินภารกิจทางกฎหมายดังกล่าวภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองในขณะนั้น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารชั้นต้นและเอกสารชั้นรองที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ในแง่ของสภาวการณ์เปลี่ยนผ่านที่มีความสำเร็จ รัฐบาลคณะราษฎรประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสถาปนารัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานความชอบธรรมและที่มาของอำนาจอธิปไตยจากเดิมที่ยึดโยงอยู่กับตัวบุคคล (พระมหากษัตริย์) มาสู่ราษฎร ในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มีการจัดระเบียบระบบราชการสมัยใหม่ผ่านการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ที่แบ่งแยกโครงสร้างอำนาจเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นอย่างชัดเจน รวมถึงการปฏิรูประบบคุณธรรมของข้าราชการพลเรือน ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลคณะราษฎรยังประสบความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายและระบบศาลจนสามารถขอเอกราชทางการศาลและอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์จากชาติตะวันตก ควบคู่ไปกับการวางรากฐานกฎหมายด้านการศึกษาและการสาธารณสุขเพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการเปลี่ยนผ่านที่ไม่สำเร็จหรือสภาวะคงที่ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในระยะแรกยังคงเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างและการต่อรองทางอำนาจ ส่งผลให้บางนโยบายหยุดนิ่งและไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์ทางกฎหมายได้ อุปสรรคสำคัญประกอบด้วย ข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดิน ความล้มเหลวในการผลักดันเค้าโครงการเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ไม่สมบูรณ์ การคงอยู่ของโครงสร้างและวัฒนธรรมตุลาการจากระบอบเก่า การไม่ได้จัดตั้งศาลปกครอง ตลอดจนความคลุมเครือในการบัญญัติถ้อยคำในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2475 เกี่ยวกับขอบเขตพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการตีความและกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา ทั้งนี้ เมื่อนำทฤษฎีบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (Basic Norm) ของฮันส์ เคลเซ่น และแนวคิดการปฏิวัติทางกฎหมายของอาลี คาน มาวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายใหม่ที่คณะราษฎรสถาปนาขึ้นนั้น มีความสมบูรณ์และมีความชอบธรรมในทางนิติศาสตร์ เนื่องจากระเบียบอำนาจใหม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย |