|
มาตรการกีดกันทางการค้าที่เป็นภาษี: ศึกษากรณีสุราแช่ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | มาตรการกีดกันทางการค้าที่เป็นภาษี: ศึกษากรณีสุราแช่ |
| Creator | ธชานันท์ สุขีลักษณ์ |
| Contributor | จารุประภา รักพงษ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ภาษีสรรพสามิตสุราแช่, หลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ, สินค้าที่แข่งขันและทดแทนกันได้โดยตรง, หลักการไม่เลือกปฏิบัติ, ข้อยกเว้นทั่วไป, Fermented beverage excise tax, National treatment, Directly competitive or substitutable products, Non-discrimination, General exceptions |
| Abstract | การค้นคว้าอิสระฉบับนี้มุ่งศึกษาความสอดคล้องของมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุราแช่ของประเทศไทยกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ. 1994 (GATT) โดยเฉพาะหลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) ตามมาตรา III วรรค 2 และข้อยกเว้นทั่วไปตามมาตรา XX (b) ว่าด้วยมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองชีวิตหรือสุขภาพของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาจากความแตกต่างของภาระภาษีระหว่างสุราแช่ประเภทไวน์และเบียร์ภายใต้กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2567 และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้มีความสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศการศึกษาใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร โดยศึกษาตัวบทกฎหมาย แนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทและองค์กรอุทธรณ์ของ WTO ตำราและบทความวิชาการด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ตลอดจนศึกษารูปแบบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและจำเป็นต้องมีการควบคุมการบริโภคของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทยในเชิงเปรียบเทียบ เพื่อวิเคราะห์แนวทางการออกแบบโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสุราแช่ของประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงแกตต์ผลการศึกษาพบว่า อัตราภาษีตามปริมาณของไวน์ซึ่งกำหนดไว้ที่ 1,000 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และเบียร์ซึ่งกำหนดไว้ที่ 430 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ มีความแตกต่างกันกว่าสองเท่า เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าเบียร์เป็นสินค้าที่มีฐานการผลิตภายในประเทศและมีส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศในระดับสูง ขณะที่ไวน์เป็นสินค้านำเข้าเป็นหลัก อาจส่งผลให้มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มไม่สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้มาตรา III วรรค 2 ประโยคที่สอง แห่งความตกลงแกตต์ เนื่องจากไวน์และเบียร์มีลักษณะเป็นสินค้าที่แข่งขันและทดแทนกันได้โดยตรง และความแตกต่างของภาระภาษีดังกล่าวอยู่ในระดับที่เกินกว่าความแตกต่างเพียงเล็กน้อย (more than de minimis) ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับโครงสร้างและผลของมาตรการในทางปฏิบัติ อาจก่อให้เกิดผลเป็นการคุ้มครองการผลิตภายในประเทศ นอกจากนี้ หากประเทศไทยอ้างข้อยกเว้นทั่วไปตามมาตรา XX (b) มาตรการดังกล่าวอาจมีแนวโน้มไม่ผ่านการทดสอบความจำเป็น (Necessity Test) เนื่องจากโครงสร้างภาษีมิได้กำหนดภาระภาษีให้สัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และยังปรากฏว่ามีมาตรการทางเลือกที่จำกัดทางการค้าน้อยกว่าและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพในระดับที่เทียบเคียงกันได้ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้ประเทศไทยปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุราแช่จากระบบผสม (Mixed System) มาเป็นการจัดเก็บโดยใช้ฐานปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (Specific Tax) เพียงฐานเดียว โดยกำหนดอัตราภาษีให้แปรผันตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ในลักษณะขั้นบันได อาศัยแนวทางการออกแบบภาษีความหวานสำหรับเครื่องดื่มของประเทศไทย ซึ่งกำหนดภาระภาษีตามปริมาณน้ำตาลอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ กล่าวคือ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงย่อมต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อให้ภาระภาษีมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเสี่ยงที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และนำมาตรการดังกล่าวมาใช้โดยเป็นกลางต่อสินค้าทั้งภายในประเทศและสินค้านำเข้า อันจะช่วยลดความเสี่ยงที่มาตรการภาษีจะถูกตีความว่าเป็นการเลือกปฏิบัติภายใต้ความตกลงแกตต์ ตลอดจนส่งเสริมให้โครงสร้างภาษีสุราแช่ของประเทศไทยมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพในการบรรลุวัตถุประสงค์ด้านสาธารณสุข และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น |