|
ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การกับเจตนาการแจ้งเบาะแสในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การกับเจตนาการแจ้งเบาะแสในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร |
| Creator | กิรพัฒน์ เขียนทองกุล |
| Contributor | อัมพร ธำรงลักษณ์, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ความไว้วางใจในองค์การ, การแจ้งเบาะแส, เจตนาการแจ้งเบาะแส, ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน, กรุงเทพมหานคร, Organizational trust, Whistleblowing, Whistleblowing intention, Theory of planned behavior, Bangkok Metropolitan Administration |
| Abstract | การวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การกับเจตนาการแจ้งเบาะแสในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย: กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อทำความเข้าใจแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้ของความไว้วางใจในองค์การ การแจ้งเบาะแส การกระทำผิด การทุจริต และการประพฤติมิชอบ เจตนาการแจ้งเบาะแส และทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (2) เพื่อทดสอบตัวแบบความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจในองค์การกับเจตนาการแจ้งเบาะแสด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิเคราะห์ด้วยตัวแบบสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร และ (3) เพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงวิชาการเกี่ยวกับมาตรการในการพัฒนากลไกการร้องเรียน การร้องทุกข์ และการแจ้งเบาะแสในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษา กรุงเทพมหานครการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง ประชากรในการศึกษาคือเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรุงเทพมหานคร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่ายและวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบลูกบอลหิมะ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมดจำนวน 712 คน และภายหลังการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลสามารถนำมาวิเคราะห์ทางสถิติได้จำนวน 652 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรวัดแบบประมาณค่าแบบ Likert scale 7 ระดับ ซึ่งผ่านการประกันคุณภาพของเครื่องมือการวิจัยด้วยการพัฒนาแบบสอบถามจากเครื่องมือวิจัยที่ได้รับการตรวจสอบและพิสูจน์คุณภาพมาแล้ว การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และการทดลองใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ด้วยตัวแบบสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (Partial Least Squares Structural Equation Modeling: PLS-SEM) โดยกำหนดให้ความไว้วางใจในองค์การเป็นตัวแปรอิสระ ปัจจัยพฤติกรรมประกอบไปด้วย ทัศนคติ บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย การรับรู้สมรรถภาพในการกระทำพฤติกรรม การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ สื่อสังคมออนไลน์ เป็นตัวแปรสื่อกลาง และเจตนาการแจ้งเบาะแสเป็นตัวแปรตามของการศึกษาผลการวิจัยพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรุงเทพมหานครมีระดับความไว้วางใจในองค์การและเจตนาการแจ้งเบาะแสอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ตัวแบบสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ยอมรับได้ (SRMR = 0.063) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของเจตนาการแจ้งเบาะแสได้ร้อยละ 91.0 (R-square = 0.910) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของตัวแบบในระดับสูง นอกจากนี้ ความไว้วางใจในองค์การยังสามารถอธิบายความแปรปรวนของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ (R-square = 0.439) บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (R-square = 0.413) การรับรู้สมรรถภาพในการกระทำพฤติกรรม (R-square = 0.288) สื่อสังคมออนไลน์ (R-square = 0.185) และทัศนคติ (R-square = 0.170) ผลการทดสอบสมมติฐานสนับสนุนว่าความไว้วางใจในองค์การส่งผลต่อเจตนาการแจ้งเบาะแสผ่านปัจจัยพฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและปัจจัยพฤติกรรมในลักษณะของการเป็นตัวแปรสื่อกลางอย่างสมบูรณ์ (Full mediation) แต่ปฏิเสธสมมติฐานความไว้วางใจในองค์การมีอิทธิพลต่อเจตนาการแจ้งเบาะแสโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความไว้วางใจในองค์การเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการส่งเสริมเจตนาการแจ้งเบาะแส แต่ต้องอาศัยทัศนคติ บรรทัดฐานทางสังคม การรับรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐ การสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร และสื่อสังคมออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย จึงจะสามารถส่งเสริมเจตนาการแจ้งเบาะแสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผลการวิจัยก่อให้เกิดนัยสำคัญทั้งในเชิงนโยบายและเชิงวิชาการในบริบทของกรุงเทพมหานคร ในเชิงนโยบายชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสผ่านการตรากฎหมายเฉพาะขึ้น การปรับปรุงช่องทางการแจ้งเบาะแสให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อป้องกันและลดโอกาสการกระทำผิด การทุจริต และการประพฤติมิชอบเชิงกระบวนการ การเสริมสร้างความปรารถนาดีและความผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกรุงเทพมหานคร การพัฒนากลไกการบริหารจัดการผลกระทบจากสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการยกระดับระบบการแจ้งเบาะแสให้สอดคล้องกับมาตรฐานแนวปฏิบัติสากลและมีความเป็นนานาชาติ ส่วนในเชิงวิชาการ ผลการวิจัยเสนอให้มีการศึกษาติดตามแบบระยะยาวเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเจตนากับพฤติกรรมการแจ้งเบาะแสที่เกิดขึ้นจริง การประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อบริบทและแรงจูงใจของผู้แจ้งเบาะแส และการขยายขอบเขตการศึกษาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์การภาครัฐประเภทอื่น เพื่อเพิ่มความสามารถในการอธิบายและการประยุกต์ใช้ผลการวิจัยในบริบทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น |