ความรู้ ยุทธวิธี และการเมืองของการเลือกตั้ง: ศึกษาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
รหัสดีโอไอ
Title ความรู้ ยุทธวิธี และการเมืองของการเลือกตั้ง: ศึกษาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
Creator นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร
Contributor ประกีรติ สัตสุต, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2568
Keyword การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา, การมีส่วนร่วมทางการเมือง, ความเป็นการเมือง, ชาติพันธุ์วรรณนารัฐธรรมนูญ, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, Acquisition of senators, Political participation, Political, Constitutional ethnography, Constitutional law
Abstract การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดให้มาจากการเลือกกันเองของผู้มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้วุฒิสภาเป็นกลางทางการเมืองและปลอดจากการครอบงำของพรรคการเมือง แต่ผลที่ตามมากลับเต็มไปด้วยข้อครหาว่ากระบวนการดังกล่าวไม่อาจพ้นไปจาก “ความเป็นการเมือง” งานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งตอบคำถามว่า ผู้สมัครรับการเลือกเป็น สว. เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในกระบวนการเลือกกันเองอย่างไร และปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นการสร้างความหมายและคุณค่าต่อ “ความเป็นการเมือง”(The Political) ที่สัมพันธ์กับบริบทพลวัตทางการเมืองไทยอย่างไร ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยตามแนวทางแบบชาติพันธุ์วรรณนารัฐธรรมนูญ (Constitutional Ethnography) โดยผสมผสานระหว่างการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สมัคร สว. ในนามอิสระ จำนวน 25 คน และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จำนวน 7 คน การสังเกตการณ์ในกิจกรรมของกลุ่มผู้สมัครภายหลังการเลือกกันเองจบลง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มความหวัง ซึ่งเป็นผู้สมาทานและสนับสนุนพรรคการเมืองที่ถูกมองจากโดยผู้สนับสนุนว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า กับกลุ่มรักษ์ธรรม ซึ่งเป็นผู้สมัครที่รวมตัวกันดำเนินคดีกับ สว. และผู้สมัครที่พวกเขามองว่าทุจริตกระบวนการเลือกกันเอง และการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและการจัดการเลือกกันเองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงเอกสารดิจิทัลผลการวิจัยพบว่า ประการแรก วิธีการเลือกกันเองเกิดขึ้นจากความพยายามของผู้มีอำนาจในการออกแบบกระบวนการที่อาศัยความเชี่ยวชาญและระบบราชการเป็นเครื่องมือกีดกันการเมืองของการเลือกตั้ง แต่กลับไม่อาจแยกขาดจากพลวัตทางอำนาจซึ่งผู้มีอำนาจถือครองไว้เพื่อรักษาสถาบันทางการเมือง ประการที่สอง ผู้สมัครแต่ละคนต่างพกพา “ชีวิตการเมือง” ที่สะสมมาจากประสบการณ์อันหลากหลาย ได้แก่ ความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาปากท้อง การเคลื่อนไหวทางสังคม และประสบการณ์กับระบบอุปถัมภ์และการทุจริต ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนและความหมายต่อการเมืองที่ผู้สมัครนำพาเข้าสู่กระบวนการ ประการที่สาม ผู้สมัครมีสองประเภทที่มีแรงจูงใจต่างกัน คือ ผู้สมัครที่อยากเป็น สว. ด้วยตนเอง และผู้สมัครที่ต้องการเลือกบุคคลอื่นเป็น สว. จากแรงจูงใจเส้นทางของผู้สมัครทั้งสองแบบส่งผลนำมาสู่การออกแบบการแนะนำตัว การเลือกอำเภอ/เขต การเลือกกลุ่มอาชีพที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี บางส่วนของปฏิบัติการเหล่านั้นก็ ยังคงมีส่วนที่ผู้สมัครอาศัยกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดหรือคาดหวังไว้ อย่างเช่น ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ผสมผสานเข้ากับการต่อรองกับกติกาเพื่อให้เป้าหมายต่อการเมืองที่พวกเขาปรารถนาได้เกิดขึ้น ประการที่สี่ ผู้สมัครสร้างเครือข่ายระหว่างกัน โดยอาศัยทั้งเครื่องมือทั้งที่เป็นเอกสาร และช่องทางดิจิทัล ทั้งที่กระบวนการกำหนดให้ ที่ตนสร้างขึ้นเอง หรือที่มาจากภาคประชาสังคม จนกลายเป็นฐานข้อมูลอันนำไปสู่การก่อเกิดเป็นชุมชนทางการเมืองที่หลอมรวมผู้มีความเหมือนกันเข้ามาหากัน และประการที่ห้า กลุ่มผู้สมัครได้ออกแบบกลวิธีการลงคะแนนร่วมกัน ทั้งในรูปแบบของการกำหนดสถานะผู้สมัครและผู้ลงคะแนน และการสร้างข้อตกลงภายในกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่การเลือกในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้สมัครไม่ได้เพียงปฏิบัติตามกติกา หากแต่ใช้กติกานั้นเป็นพื้นที่ในการแสดงออกซึ่งคุณค่าและความหมายต่อการเมืองของตนเอง งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า กระบวนการที่ถูกออกแบบให้ “ปลอดการเมือง” กลับเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นถึงความเป็นการเมืองของประชาชนคนธรรมดาอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจปฏิบัติการของผู้สมัคร ในฐานะการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงช่วยเปิดมิติใหม่ในการศึกษาการเมืองไทยที่ไม่จำกัดอยู่เพียงชนชั้นนำหรือพรรคการเมืองเท่านั้นผู้วิจัยเห็นว่า กระบวนการได้มาซึ่ง สว. เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ถูกออกแบบเพื่อรักษาโครงสร้างของรัฐไทย ซึ่งมีอำนาจมีความกระจัดกระจายและต้องการป้องกันให้การเมืองของการเลือกตั้งที่ถูกมองเป็นอิทธิพลที่อยู่ในขอบเขตที่จำกัด แต่ปฏิบัติการเหล่านี้ที่ผู้สมัครในนามอิสระกลับทำให้เห็นว่า ผู้คนต่างมีศักยภาพที่จะสร้างการเมืองผ่านการกำหนดเป้าหมายและสร้างปฏิบัติการได้จากประสบการณ์ต่อทางการเมืองที่สะสมมาในชีวิตของพวกเขา และเผยให้เห็นว่า ผู้สมัครก็ไม่ได้จำยอมกับการเมืองที่ปราศจากความเป็นการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เกิดขึ้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ผู้คนยังสามารถออกแบบหรือสร้างปฏิบัติการเพื่อยืนยันถึงอำนาจต่อรองกับผู้มีอำนาจเพื่อสร้างการเมืองที่หวังและปรารถนาเสมอ
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ