|
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการป้องกันเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากการลงทุนในดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้สภาวะเงินเฟ้อที่แตกต่างกัน: กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการป้องกันเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากการลงทุนในดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้สภาวะเงินเฟ้อที่แตกต่างกัน: กรณีศึกษาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย |
| Creator | ปุณชญา หนูชู |
| Contributor | ศรายุทธ เรืองสุวรรณ, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | ประสิทธิภาพการป้องกันเงินเฟ้อ, ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม, สภาวะเงินเฟ้อ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, แบบจำลองพจน์ปฏิสัมพันธ์, Inflation hedging efficiency, Industry sector indices, Inflation regimes, Stock Exchange of Thailand, Interaction models |
| Abstract | การค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของผลตอบแทนดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม 8 กลุ่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อแรงกดดันเงินเฟ้อทั้งฝั่งอุปสงค์ ซึ่งวัดผ่านค่า Output Gap และฝั่งอุปทานโดยวัดผ่านอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันเงินเฟ้อที่สมบูรณ์และเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงภายใต้ระดับเงินเฟ้อที่ต่างกัน โดยใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2548 ถึง ธันวาคม พ.ศ.2568 รวมทั้งสิ้น 252 เดือน การวิเคราะห์ใช้การทดสอบด้วยแบบจำลองถดถอยเชิงเส้นพหุคูณร่วมกับพจน์ปฏิสัมพันธ์ (Multiple Regression Model with Interaction Terms) ผลการศึกษาพบว่า ประเภทและที่มาของแรงกดดันเงินเฟ้อส่งผลต่อดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยในสภาวะปกติแรงกดดันจากอุปสงค์ส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มธุรกิจการเงินเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันจากอุปทานส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและกลุ่มทรัพยากรแต่ส่งผลเชิงลบต่อกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงผลการทดสอบ Wald Test ปฏิเสธสมมติฐานการป้องกันเงินเฟ้อที่สมบูรณ์ในทุกอุตสาหกรรมและทุกสภาวะเงินเฟ้อซึ่งสอกคล้องกับสมมติฐานตัวแทนที่ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นตัวแทนของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการลงทุนพบว่า ในสภาวะเงินเฟ้อสูงมีเพียงกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและกลุ่มบริการเท่านั้นที่ยังคงรักษาระดับ Sharpe Ratio ให้เป็นบวกเนื่องจากความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภคมีค่า Sharpe Ratio เป็นลบมากที่สุดในทุกสภาวะเงินเฟ้อจากมาตรการควบคุมราคาของภาครัฐ อย่างไรก็ตามผลการทดสอบ Kruskal-Wallis Test ยืนยันว่าภาพรวมประสิทธิภาพการลงทุนระหว่าง 3 สภาวะไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในการจัดสรรสินทรัพย์ตามสภาวะเศรษฐกิจเพื่อรักษาอำนาจซื้อที่แท้จริงในระยะยาว |