|
ปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 |
| Creator | ปิยวัฒน์ อินเจริญ |
| Contributor | นิรมัย พิศแข มั่นจิตร, ที่ปรึกษา |
| Publisher | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| Publication Year | 2568 |
| Keyword | การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา, การเลือกกันเอง, วุฒิสภาไทย, สมาชิกวุฒิสภา, Selection of senators, Peer selection process, Senate of Thailand, senators |
| Abstract | การค้นคว้าอิสระฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยการศึกษานี้ได้ทำการศึกษารูปแบบของวุฒิสภานับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาโดยสังเขป ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่กำหนดให้วุฒิสภามีที่มาจากการเลือกกันเองในกลุ่มผู้สมัครตามกลุ่มอาชีพ รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบแนวทางและกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย และสาธารณรัฐไอร์แลนด์ อันเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศต้นแบบอื่นมาใช้เช่นกันเพื่อนำมาเป็นข้อเปรียบเทียบระบบและรูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของไทยเพื่อให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักการทางกฎหมายมหาชน โดยศึกษาจากตำรา งานวิจัย บทความ เอกสารทางวิชาการ คำพิพากษาของศาล และข่าวจากสื่อสารมวลชน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทยให้สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักความเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยอันจะเป็นการช่วยให้รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่มีข้อกังขาต่อความไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่โปร่งใสดังเช่นกระบวนการเลือกที่ผ่านมา จากการศึกษาพบว่า รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งวุฒิสภาของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ก่อกำเนิดให้มีการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งระบบแต่งตั้ง ระบบเลือกตั้ง และระบบผสม อย่างไรก็ตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 107 ที่ใช้ระบบการแบ่งกลุ่มอาชีพและให้ผู้สมัครเลือกกันเองแบบไขว้กลุ่มนั้น ก่อให้เกิดปัญหาความซับซ้อน ขาดความยึดโยงกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเปิดช่องว่างให้เกิดการจัดตั้งกลุ่มผลประโยชน์หรือการแทรกแซงจาก ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองทำให้การได้มาซึ่งวุฒิสภาขาดความสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และไม่บรรลุเจตนารมณ์ในการเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิที่ต้องการเน้นความเป็นกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลต่อความเป็นกลางในการทำหน้าที่ในขณะที่ผลจากการศึกษาวุฒิสภาของต่างประเทศอย่างในสาธารณรัฐอินเดียและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ พบว่าทั้งสองประเทศมีการออกแบบโครงสร้างของวุฒิสภาที่ผสมผสานระหว่างการเป็นตัวแทนมลรัฐและการเป็นตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ โดยมีกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ชัดเจนนับแต่มีการสถาปนาวุฒิสภาขึ้น ซึ่งทำให้สามารถตรวจสอบได้ และสะท้อนภาพตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และลดข้อครหาเรื่องการสมยอมกันในขั้นตอนการเลือกตั้ง จากปัญหาดังกล่าวงานวิจัยฉบับนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่าควรมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของไทย โดยให้เป็นการเปลี่ยนผ่านระบบให้เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนหากโครงสร้างรูปแบบที่มาไม่สามารถยึดโยงกับประชาชนได้สมควรพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบรัฐสภาไปสู่ระบบสภาเดี่ยวเพื่อยุติปัญหาการใช้สภาที่สองเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจนอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะในการทบทวนและตัดทอนอำนาจของวุฒิสภา หากไม่สามารถแก้ไขที่มาของวุฒิสภาให้มีความยึดโยงกับประชาชนได้ นอกจากนี้หากต่อไปยังคงใช้รูปแบบที่ยังคงใช้ในปัจจุบันนี้สมควรต้องพิจารณาตัดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาบางประการเพื่อให้วุฒิสภาไทยมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เป็นสถาบันที่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้ในระยะยาว |