ผู้เสียหายในความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง
รหัสดีโอไอ
Title ผู้เสียหายในความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง
Creator สุดารัตน์ วรรณเกื้อ
Contributor ปกป้อง ศรีสนิท, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2560
Keyword สิทธิและเสรีภาพ, การหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง, ผู้เสียหายในคดีอาญา, Right and freedom, Illegal detention, Victims of crime
Abstract วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาในการดำเนินคดีความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังของผู้เสียหายตามกฎหมายไทย เพราะสิทธิและเสรีภาพเป็นเรื่องที่รัฐทุกรัฐแม้แต่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ประเทศไทยมีการบัญญัติกฎหมายเพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยบัญญัติให้การหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายไทยกำหนดให้ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้น เมื่อเกิดการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังขึ้นในสังคม ผู้เสียหายต้องสามารถนำคดีมาฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีอาญาได้และกระบวนการยุติธรรมต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย แต่เนื่องด้วยความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบางฐานเป็นความผิดต่อส่วนตัว ประกอบกับลักษณะการกระทำความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการเคลื่อนไหว และเงื่อนไขอำนาจฟ้องบางประการของผู้เสียหายตามกฎหมายไทย ตลอดทั้งแนวคำพิพากษาฎีกาของศาลไทยส่งผลให้คดีหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวไม่อาจดำเนินคดีได้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงได้ทำการศึกษาความหมายของผู้เสียหายตลอดทั้งความผิดเสรีภาพทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายในต่างประเทศ โดยประเทศที่ทำการศึกษา คือ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศอาร์เจนตินา ผลการศึกษาพบว่า ผู้เสียหายตามกฎหมายไทยมีความหมายที่ครอบคลุมทั้งผู้เสียหายที่แท้จริงและครอบครัวของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยอ้อม ผู้เสียหายมีสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ด้วยตนเอง แต่ความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบางฐานเป็นความผิดต่อส่วนตัวประกอบกับ ลักษณะการกระทำความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังมีลักษณะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการเคลื่อนไหวร่างกาย ผู้เขียนจึงพบข้อจำกัดในการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังประการสำคัญ คือ ผู้เสียหายที่ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังไม่สามารถออกมาใช้สิทธิของตนในการร้องทุกข์ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 และส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีประเภทนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความอาญา มาตรา 120 นอกจากนี้แล้ว เงื่อนไขอำนาจฟ้องคดีของผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และแนวคำพิพากษาฎีกาของศาลไทยที่ตีความตามตัวบทอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5(2) จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าผู้เสียหายที่แท้จริงนั้นถูกทำร้ายถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ บุคคลนั้นจึงสามารถจัดการแทนผู้เสียหายได้ ปัญหาการตีความอย่างเคร่งครัดนี้ส่งผลให้ในความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีผู้เสียหายที่แท้จริงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถนำคดีประเภทนี้เข้าสู่ศาลได้ ดังนั้น คดีหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่มีบุคคลใดที่สามารถนำคดีประเภทนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้เลย ผู้เขียนจึงเห็นว่า ควรมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไทย โดยแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาในประเด็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 5(2) ให้ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังได้ และประเด็นการร้องทุกข์ โดยบัญญัติเพิ่มเติม มาตรา 121/1 กำหนดให้สิทธิบุคคลทุกคนที่รู้ถึงการกระทำความผิดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือรู้ถึงสถานที่ที่ใช้หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังมีสิทธิในการร้องทุกข์ และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310/1 โดยกำหนดเหตุเพิ่มโทษในกรณีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังน่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้คดีหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีการฟ้องร้องดำเนินคดีได้
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ