แนวทางในการพัฒนากระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา
รหัสดีโอไอ
Title แนวทางในการพัฒนากระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา
Creator นฤดล จันทกิจ
Contributor ณภัทร สรอัฑฒ์, ที่ปรึกษา
Publisher มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Publication Year 2560
Keyword การชี้ตัวผู้ต้องหา, การสอบสวน, ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม, Police lineup, Investigation, Miscarriage of justice
Abstract กระบวนการยุติธรรมทางอาญา อาจประกอบไปด้วยองค์กรและบุคลากร อย่างน้อย4 ฝ่าย เช่น องค์กรผู้บังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) อย่างองค์กรตำรวจ มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม และเมื่อพบการกระทำความผิด ย่อมมีอำนาจเข้าตรวจสอบข้อเท็จจจริงหรือจับกุมผู้กระทำความผิดเมื่อมีเหตุอันสมควร องค์กรผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic services) ผู้มีหน้าที่วิเคราะห์และรับรองความถูกต้องพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์รวมถึงให้การต่อศาลถึงความน่าเชื่อถือของหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นนั้น ๆ องค์กรที่มีหน้าที่แก้ไขตรวจสอบ (Corrections) อย่างองค์กรอัยการ จะต้องทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความสมบูรณ์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรผู้บังคับใช้กฎหมาย และสุดท้ายองค์กรตุลาการ (The judiciary) ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่เป็นกลางพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทโดยปราศจากอคติ ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่โดยแยกต่างหากจากกัน แต่เป้าหมายหลักร่วมกันคือการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และต้องมีการประกันสิทธิตามที่เขาสมควรได้รับให้กับทุกฝ่ายที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยก็ตาม อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาการสอบสวนเป็นกระบวนการชั้นแรกที่บุคคลจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดำเนินการโดยฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย เช่น พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ เพื่อที่จะรวบรวมพยานหลักฐานหรือการดำเนินการอื่นทั้งหลายตามที่กฎหมายให้อำนาจ ในการที่จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพิสูจน์ให้เห็นถึงความผิด ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาตัวผู้กระทำความผิดการชี้ตัวผู้ต้องหา เป็นหนึ่งในขั้นตอนการสอบสวน อาจมีขึ้นเมื่อตำรวจต้องการให้ผู้เสียหายหรือพยาน มายืนยันว่าตัวผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจจับมาได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิด ผลการชี้ตัวยืนยันผู้กระทำความผิดนี้ จะรวมเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งในสำนวนการสอบสวนของตำรวจ และอาจถูกอ้างในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ สำหรับประเทศไทยนั้น ขั้นตอนและวิธีการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา ปรากฎในระเบียบตำรวจเกี่ยวกับคดีบทที่ 8 ว่าด้วยการชี้ตัวและชี้รูปผู้ต้องหา ข้อ 260-264 โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องคือ ขั้นตอนการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา (ข้อ 260 – 261) และ วิธีชี้รูปผู้ต้องหา (ข้อ 262 – 264)ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่กับกระบวนการยุติธรรมมานานคือการที่มีผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา จนถึงขั้นมีผู้ถูกพิพากษาลงโทษในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ ในประเทศไทยเรียกเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวว่าเป็น “คดีแพะ” ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม (Miscarriage of justice) เนื่องจากเหตุการดังกล่าวเป็นความล้มเหลวในวัตถุประสงค์หลักของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กล่าวคือ นอกจากจะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงมาลงโทษได้แล้ว ยังเป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องตกเป็นจำเลยโดยไม่สมควรสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม (Miscarriage of justice) มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่สอบสวนประพฤติมิชอบ (Police Misconduct) พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Evidence) เองหากกระบวนการเก็บตรวจไม่ได้มาตรฐานก็อาจแสดงผลคลาดเคลื่อนได้ แต่สาเหตุหนึ่งที่ถูกกล่าวว่าเป็นการนำผู้บริสุทธิ์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ง่ายที่สุดคือ กระบวนการระบุตัวผู้กระทำความผิดโดยพยานหรือผู้เสียหาย (Eyewitness identification procedures) เช่น การชี้ตัวผู้ต้องหา ซึ่งในประเทศไทยเองก็ปรากฏเหตุอยู่บ่อยครั้งว่าการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา ทำให้พยานเลือกชี้ตัวผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความผิด จนกลายเป็นเหตุลงทัณฑ์ผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญาขึ้นมากระบวนการชี้ตัวที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากจะส่งผู้บริสุทธิ์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้แล้ว เมื่อขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลในฐานะพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งถึงอาจถูกอ้างโดยคู่ความได้ อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานอื่น ๆ ได้เช่นกรณีพยานให้การไว้ในชั้นสอบสวน และได้ชี้ตัวผู้กระทำความผิดไว้ ต่อมากลับคำให้การในการเบิกความต่อศาลอาจเพราะต้องการช่วยเหลือจำเลย เช่นนี้ หากผลการชี้ตัวผู้ต้องหาไม่มีความน่าเชื่อถือ การสอบสวนที่กระทำมาแต่ต้นก็เสียไปหมด เพราะสำนวนการสอบสวนไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนสิ้นสงสัยได้ (Beyond reasonable doubt)ผู้เขียนจึงเห็นว่าขั้นตอนการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหาของประเทศไทยยังหละหลวมและขาดมาตรการป้องกันพยานเดาสุ่มชี้ตัวผู้กระทำความผิด และต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างน้อย3 ประการ ประการแรกในด้านของผู้อำนวยการชี้ตัว ซึ่งแต่เดิมระเบียบ ฯ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน แต่จากการศึกษาผู้เขียนพบว่า ผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนความผิดมาโดยตลอดมักจะมีอคติ (bias) รูปแบบต่าง ๆ และมีความเสี่ยงต่อการไปชี้นำพยานผู้มาชี้ตัวจนผลการชี้ตัวไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ประเด็นที่สองคือ ในการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่ละครั้ง พยานมักมีความพยายามมากจนเกินไปในการหาตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งบางครั้งเป็นเพราะกลัวจะไม่สามารถหาตัวผู้ร้ายได้ จนเกิดการเดาสุ่มชี้ตัวซึ่งปัญหาจะเกิดขึ้นหากกรณีที่ตำรวจชุดสืบสวนจับผิดตัว แล้วไม่มีตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงอยู่ในห้องชี้ตัว ประการสุดท้าย รูปแบบการชี้ตัวที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือการให้กลุ่มผู้ถูกชี้ตัวปรากฎต่อหน้าพยานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เป็นวิธีที่เสี่ยงต่อการที่พยานจนชี้ตัวโดยสำคัญผิด (mistaken identification) เนื่องจากพยานมักจะใช้กระบวนการตัดสินใจชี้ตัวโดยหาคนที่คล้ายกับคนร้ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกคนในห้องชี้ตัว แทนที่จะเปรียบเทียบว่าคนที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นคนร้ายในความทรงจำของเขาหรือไม่ดังนั้น การพัฒนารูปแบบวิธีปฏิบัติในการชี้ตัวผู้ต้องหานั้น จะช่วยลดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นในชั้นสอบสวนได้แล้ว ยังจะเป็นเครื่องมือให้ผู้พิจารณาพิพากษาคดี สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงได้ถูกต้องยุติธรรมมากขึ้นอีกด้วย
Thammasat University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ