การประเมินความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง
รหัสดีโอไอ
Title การประเมินความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง
Creator ชิษณุพงศ์ สงวนศิลป์
Contributor เสาวนีย์ วิจิตรโกสุม, อนงนาฏ ศรีประโชติ
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2558
Keyword ภัยแล้ง -- ไทย -- นครราชสีมา, การพยากรณ์ภัยแล้ง, การจัดการภัยแล้ง, Droughts -- Thailand -- Nakhon Ratchasima, Drought forecasting, Drought management
Abstract การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง โดยประยุกต์ใช้สารสนเทศภูมิศาสตร์ร่วมกับหลักการ Analysis Hierarchy Process (AHP) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดความแห้งแล้ง 3 กลุ่มปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยทรัพยากรดิน ปัจจัยการใช้ประโยชน์ที่ดิน และปัจจัยรองจำนวน 10 ปัจจัย เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยงของความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง อันนำไปสู่การกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขอย่างมีรูปธรรมมากขึ้น ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองมีการใช้ประโยชน์ที่ดินส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64.02) เพื่อการเกษตรกรรม รองลงมา คือ พื้นที่ป่าไม้ (ร้อยละ 18.24) พื้นที่อาคารบ้านเรือน (ร้อยละ 11.26) พื้นที่เปิดหน้าดิน (ร้อยละ 4.93) พื้นที่แหล่งน้ำ (ร้อยละ 1.56) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองด้วยเทคนิค Analysis Hierarchy Process (AHP) พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดความแห้งแล้งในลุ่มน้ำลำตะคองในลำดับแรก คือปัจจัยปริมาณน้ำฝน รองลงมาคือปัจจัยการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปัจจัยลักษณะเนื้อดิน ปัจจัยจำนวนวันที่ฝนตก ปัจจัยระยะห่างจากแหล่งชลประทาน ปัจจัยความหนาแน่นของลำน้ำ ปัจจัยการระบายน้ำของดิน ปัจจัยความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปัจจัยความสูงของพื้นที่ และปัจจัยความลาดชัน ตามลำดับ โดยปัจจัยปริมาณน้ำฝน (w = 0.67 ) เป็นปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่มีความสำคัญต่อการเกิดความแห้งแล้งมากที่สุด ในขณะที่ปัจจัยลักษณะเนื้อดิน (w = 0.34) เป็นปัจจัยทรัพยากรดินที่มีผลต่อความแห้งแล้งสูงสุด และปัจจัยการใช้ประโยชน์ที่ดิน (w = 0.44) เป็นปัจจัยการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อการเกิดความแห้งแล้งสูงที่สุด โดยผลการวิเคราะห์การเกาะกลุ่มของปัจจัย (clustering analysis) พบว่า สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 ประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ ปริมาณน้ำฝน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ ลักษณะเนื้อดิน จำนวนวันที่ฝนตก และระยะห่างระหว่างแหล่งชลประทานกลุ่มที่ 3 ประกอบด้วย 5 ปัจจัย คือ ความหนาแน่นของลำน้ำ การระบายน้ำของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความสูงของพื้นที่ ความลาดชัน ผลการประเมินระดับความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) แบ่งระดับความแห้งแล้ง 5 ระดับ ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำลำตะคอง (ร้อยละ 46.29) มีความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งในระดับสูงมาก คิดเป็นพื้นที่ 1,582.93 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงของความแห้งแล้งสูงคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 498.23 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 14.57 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงของความแห้งแล้งปานกลางคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 474.65 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 13.88 ของพื้นที่ทั้งหมดในลุ่มน้ำลำตะคอง พื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงของความแห้งแล้งต่ำคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 451.66 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 13.21 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ที่มีระดับความเสี่ยงของความแห้งแล้งต่ำมากคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 412.36 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 12.06 ของพื้นที่ทั้งหมดในลุ่มน้ำลำตะคอง การศึกษาในครั้งนี้เป็นการประเมินความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคอง เพื่อจะได้ทราบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งในระดับต่างๆ นำไปเฝ้าระวังป้องกันและหรือวางแผนวางแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ