|
ปัจจัยที่มีผลต่อความไม่ร่วมมือในการใช้ยาเมทิลเฟนิเดตในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | ปัจจัยที่มีผลต่อความไม่ร่วมมือในการใช้ยาเมทิลเฟนิเดตในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นโรคสมาธิสั้น |
| Creator | เกษศิรินทร์ นิลนนท์ |
| Contributor | สิริพรรณ พัฒนาฤดี |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2557 |
| Keyword | โรคสมาธิสั้น, ผู้ป่วย -- ความร่วมมือในการรักษา, ผู้ป่วยเด็ก, Attention-deficit hyperactivity disorder, Patient compliance, Sick children |
| Abstract | การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาศึกษา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความไม่ร่วมมือในการใช้ยาเมทิลเฟนิเดตในผู้ป่วยเด็ก (อายุ 8-12 ปี) และวัยรุ่น (อายุ 13-18 ปี)โรคสมาธิสั้น ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้ป่วย (อายุ เพศ ความสามารถในการกลืนยา ทัศนคติในการใช้ยา) ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (อายุของผู้ปกครอง ทัศนคติที่มีต่อการรักษาและการใช้ยาของผู้ปกครอง ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคสมาธิสั้นของผู้ปกครอง) และปัจจัยด้านการรักษา (ระยะเวลาการรักษาด้วยยา การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา ความถี่ในการรับประทานยา) ณ โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ถึง 30 มีนาคม 2557 โดยใช้เครื่องมือในการศึกษาคือ แบบสอบถามที่ทำโดยผู้ปกครอง และแบบสัมภาษณ์โดยผู้วิจัย ผู้ป่วยจำนวน 150 รายเข้าร่วมการวิจัยนี้ มีผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นกลุ่มละ 75 คนเข้าร่วมการศึกษา โดยมีอายุเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 11.57 (2.40) ปี และผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 76.70) มีระยะเวลาการใช้ยาเมทิลเฟนิเดตเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 3.31 (2.39) ปี และผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.67) มีความถี่ในการบริหารยา2 ครั้งต่อวัน คะแนนความร่วมมือในการใช้ยาเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 28.87 (3.37) ซึ่งเป็นคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาระดับปานกลาง ในการศึกษานี้พบว่าอายุของผู้ป่วย และระยะเวลาการรักษาด้วยยามีความสัมพันธ์เชิงลบกับคะแนนความร่วมมือในการใช้ยา (p < 0.05) ผู้ป่วยเพศหญิงมีคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาสูงกว่าเพศชาย (p < 0.05) ผู้ป่วยอายุ 8-12 ปีมีคะแนนความร่วมมือในการใช้ยาสูงกว่าผู้ป่วยอายุ 13-18 ปี (p < 0.01) ความถดถอยเชิงพหุโดยวิธี stepwise พบว่า อายุของผู้ป่วย (β = -0.70; p < 0.01) ความสามารถในการกลืนยาของผู้ป่วย (β = 0.43; p < 0.01) ความถี่ในการรับประทานยาวันละ 3 ครั้ง (β = -0.37; p < 0.01) และความถี่ในการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง (β = -0.30; p < 0.01) สามารถทำนายความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นได้ร้อยละ 47 (R2 = 0.47; p < 0.01) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความไม่ร่วมมือในการใช้ยาที่พบในการศึกษานี้ สามารถนำมาใช้เพื่อการติดตามดูแลการใช้ยาของผู้ป่วย ทำให้การใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นนั้นเกิดประโยชน์มากที่สุด |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |