|
หน่วยทางสัทสัมพันธ์ในภาษาไทย: การทาบเทียบระหว่างวากยสัมพันธ์และสัทสัมพันธ์และความแข็งแกร่งของขอบเขต |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | หน่วยทางสัทสัมพันธ์ในภาษาไทย: การทาบเทียบระหว่างวากยสัมพันธ์และสัทสัมพันธ์และความแข็งแกร่งของขอบเขต |
| Creator | มนต์ชัย เดชะพิพัฒน์สกุล |
| Contributor | พิทยาวัฒน์ พิทยาภรณ์ |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2557 |
| Keyword | ภาษาไทย -- วากยสัมพันธ์, วากยสัมพันธ์, ภาษาไทย -- สัทวิทยา, ภาษาไทย -- ฉันทลักษณ์, ฉันทลักษณ์, Thai language -- Syntax, Grammar, Comparative and general -- Syntax, Thai language -- Phonology, Thai language -- Versification, Versification |
| Abstract | งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาเรื่องหน่วยประกอบทางสัทสัมพันธ์ในภาษาไทย โดยเริ่มจากการหาขอบของหน่วยประกอบทางสัทสัมพันธ์จากการทดลองและนำค่าคะแนนการหยุดเว้นระยะมาวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของขอบเขต ก่อนจะทำการจำแนกประเภทของหน่วยประกอบทางสัทสัมพันธ์ และวิเคราะห์กลไกการทาบเทียบระหว่างวากยสัมพันธ์และสัทสัมพันธ์ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มีทั้งสิ้น 107 ประโยคมีโครงสร้างแตกต่างกันประกอบด้วย 1) ประโยคความเดียว ประโยคความรวมและประโยคความซ้อน 2) ประโยคความซ้อนประเภทหน่วยสร้างคุณานุประโยค ที่ หรือ ซึ่ง อนุประโยคเติมเต็มกริยา ที่ หรือ ว่า อนุประโยคเติมเต็มนาม ที่ 3) หน่วยที่ไม่มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างกับอนุประโยคหลัก 4) หน่วยสร้างกรรมวาจก ถูก หรือ โดน และหน่วยสร้างการีต ให้ หรือ ทำให้ ในการหาขอบและความแข็งแกร่งของขอบเขตของหน่วยประกอบทางสัทสัมพันธ์จะวิเคราะห์ จากค่าคะแนนการหยุดเว้นระยะที่ได้จากการทดลอง ซึ่งเป็นการศึกษาสามัตถิยะ (competence) ของผู้พูดภาษาไทย ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องระบุตำแหน่งที่สามารถหยุดเว้นระยะ (pause) ได้ เมื่อจัดกลุ่มค่าคะแนนการหยุดเว้นระยะเป็น 3 กลุ่มตามสถานะของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ผลจากการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและการเปรียบเทียบพหุคูณด้วยวิธีของเชฟเฟแสดงให้เห็นว่าหน่วยประกอบทาง สัทสัมพันธ์ในภาษาไทยมีความแข็งแกร่งของขอบเขตแตกต่างกัน2 ระดับ คือ ระดับวลีทำนองเสียงและระดับวลีสัทสัมพันธ์ ในการทดสอบความแข็งแกร่งของขอบเขตจากเสียงที่บันทึกของผู้บอกภาษา 4 คน NC NK NM และ NN ซึ่งเป็นการศึกษาพฤติกรรมภาษา (performance) ของผู้บอกภาษาทั้ง 4 คน ค่าระยะเวลาสระจากเสียงที่บันทึกนำมาปรับค่าให้เป็นค่ามาตรฐาน (z-score) เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยเรื่องโครงสร้างพยางค์ของส่วนสัมผัสและปัจจัยการลงน้ำหนักที่คำเนื้อหา เมื่อจัดกลุ่มค่ามาตรฐานตามการหยุดเว้นระยะและตามสถานะของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ ผลจากการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและการเปรียบเทียบพหุคูณด้วยวิธีของเชฟเฟแสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งแปรผันตามการหยุดเว้นระยะ ซึ่งหมายความว่าผลที่ได้จากการศึกษาพฤติกรรมภาษาแตกต่างจากผลที่ได้จากการศึกษาสามัตถิยะภาษา เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างหน่วย ประกอบทางสัทสัมพันธ์พบว่ามี 3 ปัจจัย คือปัจจัยทางวากยสัมพันธ์ ปัจจัยทางโครงสร้างข้อความและปัจจัยทางสัทสัมพันธ์ ปัจจัยทางวากยสัมพันธ์มีบทบาททั้งในการสร้างวลีทำนองเสียงและวลีสัทสัมพันธ์ โดยวลีทำนองเสียงจะอ้างอิงขอบซ้ายหรือขอบขวาของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์เป็นข้อมูลในการทาบเทียบ ปัจจัยทางโครงสร้างข้อความมีบทบาทในกรณีที่หน่วยข้อความนั้นเป็นหัวเรื่อง (topic) หัวเรื่องจะเป็นวลีทำนองเสียง 1 หน่วยเสมอ แต่กระนั้นหน่วยวลีทำนองเสียงที่เป็นหัวเรื่องนี้ก็อ้างอิงขอบซ้ายหรือขอบขวาของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ในกลไกการทาบเทียบเช่นเดียวกัน หน่วยวลีสัทสัมพันธ์เกิดจากปัจจัยทางวากยสัมพันธ์และปัจจัยทางสัทสัมพันธ์ โดยปัจจัยทั้งสองจะทำงานแข่งกันในระดับวลีสัทสัมพันธ์ เมื่อปัจจัยทางสัทสัมพันธ์พยายามรักษาขนาดของวลีสัทสัมพันธ์แต่ละหน่วยให้มีขนาดพอ ๆ กัน โดยผลต่างของจำนวนพยางค์ของแต่ละหน่วยวลีสัทสัมพันธ์จะไม่เกิน 1 พยางค์ ขอบของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์บางขอบจะไม่นำมาใช้ในกลไกทาบเทียบ ปัจจัยทางสัทสัมพันธ์จะเลือกขอบของหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ภายในกริยาวลีมาใช้ในการกลไกทาบเทียบแทน เราจึงพบว่าหน่วยวลีสัทสัมพันธ์เป็นอสมสัณฐานกับหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ระดับวลี แต่หากการเลือกขอบภายในกริยาวลีแล้วไม่สามารถรักษาขนาดได้ ปัจจัยทางวากยสัมพันธ์จะทำงานเหนือปัจจัยทางสัทสัมพันธ์ ทำให้วลีสัทสัมพันธ์เป็นสมสัณฐานกับหน่วยประกอบทางวากยสัมพันธ์ระดับวลี |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |