|
การเปรียบเทียบการตรวจด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) กับการเพาะเชื้อในการวิเคราะห์แยกเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องที่ติดเชื้อในช่องท้อง |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Title | การเปรียบเทียบการตรวจด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) กับการเพาะเชื้อในการวิเคราะห์แยกเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องที่ติดเชื้อในช่องท้อง |
| Creator | กิตติศักดิ์ ตั้งจิตตรง |
| Contributor | เถลิงศักดิ์ กาญจนบุษย์, สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี |
| Publisher | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| Publication Year | 2556 |
| Keyword | การล้างไตทางช่องท้อง, ความหลากหลายของแบคทีเรีย, Peritoneal dialysis, Bacterial diversity |
| Abstract | ที่มา: การติดเชื้อในช่องท้องเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องและการตรวจวินิจฉัยคือการนำน้ำยาล้างช่องท้องมาเพาะเชื้อซึ่งเป็นการตรวจที่มาตรฐานโดยใช้เวลาอย่างน้อย 3 วันในการระบุเชื้อ อย่างไรก็ตามบางครั้งเชื้อเจริญเติบโตยากทำให้เพาะเชื้อไม่ขึ้น จึงมีการศึกษาในต่างประเทศถึงการใช้ PCR มาช่วยในการวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรีย วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการศึกษาสหสถาบันในโรงพยาบาลทั้งหมด 5 แห่ง ระยะเวลาดำเนินการศึกษา 6 เดือน ในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องที่ติดเชื้อในช่องท้อง โดยนำน้ำยาล้างช่องท้องมาตรวจเพาะเชื้อแบคทีเรียและ PCRผลการศึกษา: มีผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่ติดเชื้อในช่องท้องเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 146 ราย อายุเฉลี่ย 59 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 51.4 สาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่พบมากที่สุด คือ ความดันโลหิตสูงร้อยละ 47.9 สาเหตุรองลงไป คือ เบาหวานร้อยละ 40.4 ผู้ป่วยทุกคนมีน้ำยาขุ่นและเซลล์เม็ดเลือดขาวในน้ำยาล้างช่องท้องเฉลี่ยเท่ากับ 3,881±4,459 เซลล์/มล. ผลเพาะเชื้อส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียร้อยละ 65.8 เพาะเชื้อไม่ขึ้นพบร้อยละ 25.4 เมื่อนำน้ำยามาตรวจ real time PCR พบว่ามี sensitivity ร้อยละ 79.2, specificity ร้อยละ 70.3 positive predictive value ร้อยละ 87.4 และ negative predictive value ร้อยละ 56.5 สามารถเพิ่มความไวจากการเพาะเชื้ออีกคิดเป็นร้อยละ 29.7 สรุปผลการศึกษา: การตรวจด้วยวิธี real time PCR เพื่อวิเคราะห์แยกเชื้อแบคทีเรียในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องที่ติดเชื้อในช่องท้องยังไม่สามารถนำมาใช้เสริมหรือทดแทนการเพาะเชื้อซึ่งเป็นมาตรฐานในประเทศไทยได้ ยังต้องมีการศึกษาการใช้ 16S rDNA เพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคต |
| URL Website | cuir.car.chula.ac.th |