การเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบสลับช่วงระหว่างในสนามและนอกสนามที่มีต่อความทนต่อความเมื่อยล้าและความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิสของนักกีฬาเทนนิสระดับเยาวชน
รหัสดีโอไอ
Title การเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบสลับช่วงระหว่างในสนามและนอกสนามที่มีต่อความทนต่อความเมื่อยล้าและความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิสของนักกีฬาเทนนิสระดับเยาวชน
Creator คนางค์ ศรีหิรัญ
Contributor วันชัย บุญรอด, ดรุณวรรณ สุขสม
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2556
Keyword เทนนิส -- การฝึก, วิทยาศาสตร์การกีฬา, Tennis -- Training, Sports sciences, ปริญญาดุษฎีบัณฑิต
Abstract การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบสลับช่วงระหว่างในสนามและนอกสนามที่มีต่อความทนต่อความเมื่อยล้าและความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิสของนักกีฬาเทนนิสระดับเยาวชน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเทนนิสเพศชายของโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร และโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี อายุระหว่าง 15-18 ปี แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยการฝึกแบบสลับช่วงในสนามที่อัตราส่วนการฝึกต่อการพัก 1:1 (10 วินาที : 10 วินาที) กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยการฝึกแบบสลับช่วงในสนามที่อัตราส่วนการฝึกต่อการพัก 1:2 (10 วินาที : 20 วินาที) กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยการฝึกแบบสลับช่วงนอกสนาม (บนลู่กล) ที่อัตราส่วนการฝึกต่อการพัก 1:1 (10 วินาที : 10 วินาที) และกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มที่ได้รับการฝึกเสริมด้วยการฝึกแบบสลับช่วงนอกสนาม (บนลู่กล) ที่อัตราส่วนการฝึกต่อการพัก 1:2 (10 วินาที : 20 วินาที) ทั้ง 4 กลุ่มได้รับการฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยาก่อนการฝึก และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ได้แก่ สมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด ความเร็วในการวิ่ง 20 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว การกระโดดในแนวดิ่ง ความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิส ระยะเวลาที่เหนื่อยจนหมดแรงและระดับแลคเตทในเลือดขณะทดสอบลาฟโบโรว์ที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าในการตีเทนนิส หลังจากนั้นนำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์ผลทางสถิติผลการวิจัย พบว่า1. ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มการฝึกทั้ง 4 กลุ่ม มีสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุด และความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีระยะเวลาที่เหนื่อยจนหมดแรงขณะทดสอบลาฟโบโรว์ที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าในการตีเทนนิสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม พบว่า ระดับแลคเตทในเลือดขณะทำการทดสอบลาฟโบโรว์ที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าในการตีเทนนิส (นาทีที่ 13.20) ของกลุ่มที่ 1 มีค่าต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ยังมีเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำในการตีที่สูงกว่า และมีเปอร์เซ็นต์การตีบอลออกที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05สรุปผลการวิจัย การฝึกแบบสลับช่วงทั้ง 4 กลุ่ม ส่งผลดีต่อนักกีฬาเทนนิสในตัวแปรที่แตกต่างกัน การฝึกแบบสลับช่วงในสนามที่อัตราส่วนการฝึกต่อการพัก 1:1 เป็นรูปแบบของการฝึกที่เหมาะสมในการพัฒนาความทนต่อความเมื่อยล้า และความสามารถในการแสดงทักษะเทนนิสของนักกีฬาเทนนิส
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ