การเปรียบเทียบจังหวะภาษาไทยในการพูดของผู้พูดที่ใช้หลอดลม - หลอดอาหาร กับการพูดของผู้พูดปกติ
รหัสดีโอไอ
Title การเปรียบเทียบจังหวะภาษาไทยในการพูดของผู้พูดที่ใช้หลอดลม - หลอดอาหาร กับการพูดของผู้พูดปกติ
Creator ญาณินท์ สวนะคุณานนท์
Contributor ธีระพันธ์ เหลืองทองคำ
Publisher จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Publication Year 2545
Keyword การพูดโดยใช้หลอดอาหาร, ภาษาไทย -- ระบบเสียง, ภาษาไทย -- การพูด, ภาษาไทย -- สัทศาสตร์
Abstract งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาว่าจังหวะในคำพูดต่อเนื่องภาษาไทยของผู้พูดที่ใช้หลอดลม-หลอดอาหารกับของผู้พูดปกติต่างกันหรือไม่อย่างไร โดยเปรียบเทียบโครงสร้างของหน่วยจังหวะ ความสั้นยาวของหน่วยจังหวะ และอัตราส่วนความสั้นยาวของพยางค์ภายในหน่วยจังหวะ ในการวิจัยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากผู้พูดที่ใช้หลอดลม-หลอดอาหารเพศชาย 3 คนและผู้พูดปกติเพศชาย 3 คน ซึ่งมีอายุ การศึกษา และรูปร่างใกล้เคียงกัน โดยให้ผู้บอกภาษาเล่าเรื่องที่อยากเล่าเพื่อให้ได้ข้อมูลคำพูดต่อเนื่องที่เป็นธรรมชาติ จากนั้นผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาตัดต่อโดยเลือกเฉพาะข้อมูลช่วงที่ผู้บอกภาษาพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติไม่ติดขัด ความยาวประมาณ 5 นาทีต่อผู้บอกภาษา 1 คน และวิเคราะห์โดยแบ่งหน่วยจังหวะด้วยการฟัง พร้อมทั้งวัดค่าระยะเวลาของหน่วยจังหวะและของพยางค์ทั้งพยางค์หนัก พยางค์หนักเงียบ (การหยุดเว้นระยะ) และพยางค์เบา เป็นมิลลิวินาที แล้วจึงนำค่าระยะเวลานั้นมาปรับเป็นอัตราส่วนความสั้นยาวของพยางค์ภายในหน่วยจังหวะ ผลการวิเคราะห์แสดงว่าโครงสร้างของหน่วยจังหวะในคำพูดต่อเนื่องของผู้พูดทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน โดยพบหน่วยจังหวะ 4 ชนิดซึ่งมีโครงสร้างเป็น /P0-3 หน่วยจังหวะทุกชนิดในคำพูดต่อเนื่องของผู้พูดที่ใช้หลอดลม-หลอดอาหารยาวกว่าของผู้พูดปกติ แต่เมื่อเปรียบเทียบด้วยค่าทางสถิติพบว่าความแตกต่างไม่มีนัยสำคัญ ส่วนอัตราส่วนความสั้นยาวของพยางค์ภายในหน่วยจังหวะของผู้พูดทั้งสองกลุ่มมีลักษณะเดียวกัน คือ พยางค์แรกในหน่วยจังหวะซึ่งเป็นพยางค์หนักมีอัตราส่วนมากที่สุด ส่วนพยางค์เบาที่เหลือมีอัตราส่วนเท่ากันโดยประมาณในโครงสร้างหน่วยจังหวะทุกชนิด
ISBN 9741714661
URL Website cuir.car.chula.ac.th
Chulalongkorn University

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File #1
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ