ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
รหัสดีโอไอ
Creator 1. พนิต ทองพูล
2. อลิศรา แสงวิรุณ
3. ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์
Title ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
Publisher คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Publication Year 2560
Journal Title วารสารเภสัชกรรมไทย
Journal Vol. 9
Journal No. 1
Page no. 170-179
Keyword กลุ่มอาการเมตาบอลิก, ผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ISSN 1906-5574
Abstract วัตถุประสงค์: เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส 266 รายในโรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจนถึงปี พ.ศ.2558 การศึกษาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดกลุ่มอาการเมตา-บอลิกกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ เพศ อายุ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ระดับซีดีโฟร์ในเลือด ระดับไขมันในเลือด ปริมาณไวรัสในเลือด ชนิดของยาต้านไวรัสที่ได้รับ ระยะเวลาในการได้รับยาต้านไวรัส และประวัติการเกิดภาวะไขมันฝ่อลีบ ผลการวิจัย: ผู้ติดเชื้อร้อยละ 62.8 เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 44.7?7.9 ปี ความชุกของการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิก คือ ร้อยละ 24.8 การวิเคราะห์แบบพหุตัวแปรพบปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิก ดังนี้ เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง 7.2 เท่า (p<0.001) อายุที่มากกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2.1 เท่า (p=0.021) ระดับแอลดีแอลในเลือดสูงกว่า 160 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 6.3 เท่า (p=0.015) และระยะเวลาในการได้รับยาต้านไวรัสนานกว่า 90 เดือน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า (p=0.003) สรุป: เพศชาย อายุที่มากขึ้น ระดับแอลดีแอลในเลือดสูงกว่า 160 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และระยะเวลาในการได้รับยาต้านไวรัสที่นานขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเมตาอลิกในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ดังนั้นจึงควรมีแนวทางการเฝ้าระวังการเกิดกลุ่มอาการเมตาบอลิกในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อวางแผนป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อไป
วารสารเภสัชกรรมไทย

บรรณานุกรม

EndNote

APA

Chicago

MLA

ดิจิตอลไฟล์

Digital File
DOI Smart-Search
สวัสดีค่ะ ยินดีให้บริการสอบถาม และสืบค้นข้อมูลตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สำนักการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ค่ะ