|
ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับยากลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACEI) หรือ Angiotensin Receptor Blocker (ARB) ในผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาลกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ |
|---|---|
| รหัสดีโอไอ | |
| Creator | 1. ประภา พิทักษา 2. ธิญญรัตน์ ประสานนิษฐ์ |
| Title | ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับยากลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACEI) หรือ Angiotensin Receptor Blocker (ARB) ในผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาลกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ |
| Publisher | คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| Publication Year | 2558 |
| Journal Title | วารสารเภสัชกรรมไทย |
| Journal Vol. | 7 |
| Journal No. | 2 |
| Page no. | 121-129 |
| Keyword | เบาหวานชนิดที่ 2 , ไมโครอัลบูมินนูเรีย , ยายับยั้งเอนไซน์เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน, ยาปิดกั้นตัวรับของแองจิโอเทนซิน, การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล |
| ISSN | 1906-5574 |
| Abstract | วัตถุประสงค์: เพื่อหาสัดส่วนของผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยา Angiotensin Converting Enzyme Inhibitor (ACEI) หรือ Angiotensin Receptor Blocker (ARB) และปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับยาดังกล่าว วิธีการ: เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยการเก็บข้อมูล เพศ อายุ อาชีพ สิทธิการรักษา โรคร่วม ผลการตรวจอัลบูมินในปัสสาวะ และการได้รับยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI หรือ ARB จากบันทึกเวชระเบียนของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 3,221 คน ที่มารักษาในแผนกผู้ป่วยนอกและคลินิกเบาหวานของโรงพยาบาลกันทรลักษ์ในระหว่างปี 2556-2557 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 1,248 คน จากทั้งหมด 3,221 คน (ร้อยละ 38.8) ได้รับยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACEI หรือ ARB ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่มีโรคร่วม ร้อยละ 20.8 ได้รับยาดังกล่าว ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคความดันโลหิตสูงร่วม ร้อยละ 69.0 ได้รับยาดังกล่าว เพศชายมีโอกาสได้รับยามากกว่าเพศหญิง 1.4 เท่า (95%CI=1.14-1.61) ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปมีโอกาสได้รับยามากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปี โดย odds ratio=2.66-3.62 ขึ้นกับช่วงอายุ การมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมมีความสัมพันธ์กับการได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยมี odds ratio= 2.45 (95%CI=1.83-3.29) ผลตรวจอัลบูมินในปัสสาวะเป็นบวก (?15 mg/dL) และสิทธิการรักษาพยาบาลไม่มีความสัมพันธ์กับการได้รับยา สรุป: โรงพยาบาลควรส่งเสริมการใช้ยา ACEI และ ARB ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ยังควรปรับปรุงวิธีการวัดอัลบูมินในปัสสาวะเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้นต่อการพิจารณาสั่งใช้ยาดังกล่าว |